เล่าสู่กันฟัง

 

 

 

 


 

Benefits of Bilberry Extract

82Bilberry plants are commonly found in damp subarctic regions of the world. They are similar to blueberries and huckleberries but their more delicate flesh makes transporting to market harder so a higher price is paid by the consumer. The appearance of the bilberry is darker in color with bright reddish purple juice and produce single or paired fruits on the bushes instead of bunches like blueberries do. The bilberry plant is most found in the wild areas of Finland, Sweden, Norway, Wales, Ireland, Scotland, Poland, Ukraine and northern Russia.

0Bilberry is most commonly used to improve the vision, eyestrain and myopia as well as diarrhea, diabetes because of the anthocyanosides contained in the fruit restrict and control the growth of bacteria in the body. The extract of the bilberries has also been studied as an antioxidant, hypoglycemic, mucus stimulation and an anti-inflammatory, having lipid lowering effects.  There is controversy as to the effects of bilberry on night vision, mostly because clinical studies are lacking.

Traditional folk medicine uses the bilberry leaves and extracts to treat gastrointestinal complaints as well as a topical treatment for certain skin infections and diseases.  The use of bilberry in adults is limited by type of fruit taken, fresh berries limited from 55 to 115 grams three times daily.  When using bilberry extract, the limits are eighty to 480 milligrams. Due to the effects of fresh fruit on the intestinal system, using the dried bilberry may be the best for those with prolonged diarrhea problems.  It is not recommended to use bilberry for anyone under the age of 18 years.

The Gaelic peoples celebrated the gathering of bilberries in August and viewed this as a potent for future harvests of crops that were ripening.  The fruits are eaten fresh, dried or made into various jams, jellies, juices or pies. France and Italy use them for a basis for desserts and other flavoring in liqueurs.

It is a good idea to check with your physician before taking any herbal supplements and be aware of any food allergies that may exist. Bilberry extract may interact with prescription drugs so be sure and research them to see if any conflicts exist.

การทำลายสมองและการทำลายตับ

BRAIN DAMAGING HABITS (อุปนิสัยคนเราที่ทำลายการทำงานของสมอง)

1. No Breakfast ไม่ทานอาหารเช้า ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ มีผลต่อการทำงานของสมอง
People who do not take breakfast are going to have a lower blood sugar level. This leads to an insufficient supply of nutrients to the brain causing brain degeneration.

2. Overeating = 2.0 การอาหารทานมากเกินไปทำให้เส้นเลือดในสมองหนามีการเกาะตัวของไขมัน การทำงานสมองช้าลง
It causes hardening of the brain arteries, leading to a decrease in mental power.

3. Smoking การสูบบุหรี่ ช่วยให้สมองฝ่อ เกิดเป็นโรคอัลไซเมอร์ตามมา
It causes multiple brain shrinkage and may lead to Alzheimer disease.

4. High Sugar consumption การทานหวานมาก น้ำตาลจะไปขัดขวางการดูดซึมของโปรตีนและสารอาหาร เป็นสาเหตุที่ตามมาของการทำงานที่ดีของสมอง
Too much sugar will interrupt the absorption of proteins and nutrients causing malnutrition and may interfere with brain development.

5. Air Pollution อากาศเป็นพิษ สมองเป็นอวัยวะที่ต้องการอ๊อกซิเจนมากที่สุดในร่างกาย อากาศเสียส่งผลต่อการทำงานของสมองโดยตรง
The brain is the largest oxygen consumer in our body. Inhaling polluted air decreases the supply of oxygen to the brain, bringing about a decrease in brain efficiency.

6. Sleep Deprivation การอดนอน ทำให้เซลล์สมองไม่ได้รับการทดแทนจากการฟักตัวของเซลล์ใหม่ เซลล์สมองที่ตายแล้วจะสะสมมีปริมาณมาก เป็นอันตรายในระยะยาว
Sleep allows our brain to rest.. Long term deprivation from sleep will accelerate the death of brain cells..

7. Head covered while sleeping การคลุมหน้าเวลาหลับ ช่วยให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซที่หายใจออกมาสะสม ก๊าซออกซิเจนที่ต้องการมีไม่พอ สมองจะค่อยๆ ถูกทำลาย
Sleeping with the head covered increases the concentration of carbon dioxide and decrease concentration of oxygen that may lead to brain damaging effects.

8. Working your brain during illness การทำงานหรืออ่านหนังสือคร่ำเคร่งเวลาป่วยไข้ไม่สบาย นอกจากลดประสิทธิภาพการใช้งานสมองแล้ว ยังช่วยทำลายสมองอีกด้วย
Working hard or studying with sickness may lead to a decrease in effectiveness of the brain as well as damage the brain.

9. Lacking in stimulating thoughts การไม่ใช้สมองเหมือนไม่ออกกำลังกายให้มัน มีผลต่อการทำให้สมองฝ่อ การใช้ความคิดเป็นการฝึกความจำที่ดี (คนอายุมากควรฝึกบ่อย)
Thinking is the best way to train our brain, lacking in brain stimulation thoughts may cause brain shrinkage.

10. Talking Rarely คนไม่ค่อยพูดกับใคร มักมีปัญหา เพราะการพูดคุยช่วยให้สมองมีการทำงานและพัฒนา (การคุยแบบสร้างสรรค์ ไม่ใช่ชวนทะเลาะ)
Intellectual conversations will promote the efficiency of the brain

The main causes of liver damage are: สาเหตุการทำลายตับ

1. Sleeping too late and waking up too late are main cause. การนอนและตื่นได้ทุเรต คือนอนสาย ตื่นสาย ทำให้ตับทำงานผิดเวลา เป็นสาเหตุหลัก

2. Not urinating in the morning. ไม่ฉี่ในตอนเช้า หรือตื่นนอน น้ำปัสสาวะเลยไปขังเหม็นในตับ ตับไม่สดชื่น

3. Too much eating. กินมากไป ทำให้การทำงานเกินกำลังของตับในการกรองสารอาหาร ทั้งแอลล์กอฮอล์ น้ำหวาน ไขมัน ฯลฯ

4. Skipping breakfast. การงดทานอะไรในตอนเช้า น้ำย่อยกับตับต้องมีการทำงาน

5. Consuming too much medication. การเป็นคนชอบทานยาหลายขนาน มากๆ ย่อยๆ และประจำ สารจากยาสังเคราะห์สมัยใหม่จะไปสะสมที่ตับ ช่วยให้ตับเสียเร็วในระยะยาว

6. Consuming too much preservatives, additives, food coloring, and artificial sweetener. การเลือกทานอาหารที่ใช้สารกันบูด สารเพิ่มรสชาติ สารใส่สี น้ำตาลเทียม ล้วนเป็นสิ่งดีๆที่ไปสะสมทำลายตับในระยะยาว

7. Consuming unhealthy cooking oil. การทานน้ำมันปรุงอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น น้ำมันทอดซ้ำมากๆ เวลาเหนื่อยมากๆไม่ควรทานอาหารทอด แต่ถ้าร่างกายแข็งแรงก็ไม่เป็นไร ยังทนได้?
As much as possible reduce cooking oil use when frying, which includes even the best cooking oils like olive oil. Do not consume fried foods when you are tired, except if the body is very fit.

8. Consuming raw (overly done) foods also add to the burden of liver. การทานของดิบช่วยทำลายตับได้อย่างดี ควรปรุงสุกก่อนทุกครั้ง และอาหารทอดควรทานให้หมด ไม่ควรเก็บไว้ทานภายหลัง เพราะน้ำมันที่ทอดในอาหารจะแปรสภาพอิ่มตัว
Veggies should be eaten raw or cooked 3-5 parts. Fried veggies should be finished in one sitting, do not store.

We should prevent this without necessarily spending more. We just have to adopt a good daily lifestyle and eating habits. Maintaining good eating habits and time condition are very important for our bodies to absorb and get rid of unnecessary chemicals according to 'schedule.'

http://www.yorbor.com/index.php?topic=4111.0

การจัดอันดับนานาชาติ

ฟินแลนด์มีดัชนีการพัฒนามนุษย์ พ.ศ. 2549 ของสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติอยู่ในลำดับที่ 11 จากทั้งหมด 177 ประเทศ

          ฟินแลนด์ อยู่ในอันดับ 5 จาก 169 ประเทศ  ในการจัดอันดับเสรีภาพสื่อขององค์กรนักข่าวไร้พรมแดน ประจำปีพ.ศ. 2550 ก่อนหน้านี้ฟินแลนด์ได้อันดับ 1 ตั้งแต่เริ่มจัดอันดับเมื่อปีพ.ศ. 2545 จนถึงปีพ.ศ. 2549

          ฟินแลนด์ได้รับอันดับสูงสุดร่วมกับเดนมาร์ก และ นิวซีแลนด์ ในการจัดอันดับการปลอดคอร์รัปชันโดยองค์กรแทรนส์แพเรนซีอินเตอร์เนชันแนล (Transparency International) ประจำปี พ.ศ. 2550 จากทั้งหมด 183 ประเทศ โดยฟินแลนด์เป็นประเทศที่ได้รับอันดับต้นๆในการจัดอันดับทุกครั้ง
จากการจัดอันดับของเวิลด์ออดิต (World Audit) ฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชันต่ำสุด และเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในโลก

          ฟินแลนด์ ได้รับอันดับสองในการจัดอันดับประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงสุด โดยเวิลด์อิโคโนมิกฟอรัม (World Economic Forum) ประจำปี 2006-2007 ก่อนหน้านี้ฟินแลนด์ได้รับอันดับหนึ่งมาสามปีติดต่อกัน

         ฟินแลนด์อยู่ในลำดับที่ 16 จาก 157 ประเทศในดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ โดยเดอะเฮอริทิจฟาวน์เดชันและเดอะวอลล์สตรีตเจอร์นัล

         ฟินแลนด์ อยู่ในอันดับที่หนึ่งของดัชนีความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2548 ในการวิจัยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยเยลและมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

         ฟินแลนด์อยู่ในอันดับที่ 6 ของดัชนีสันติภาพโลก  โดย The Economist Intelligence Unit

คุณประโยชน์ของกาแฟ

  การดื่มกาแฟเป็นประจำลดความเสี่ยงในการเป็นโรคสมองฝ่อ

    รายงานวิจัยโดยนักวิจัยชาวฟินแลนด์และสวีเดนระบุว่า ผู้ใหญ่วัยกลางคนที่ดื่มกาแฟวันละ 3-5 ถ้วย จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคสมองฝ่อ หรืออัลไซเมอร์เมื่อย่างเข้าวัยชราได้  ศาสตราจารย์ Miia Kivipelto แห่งมหาวิทยาลัย Kuopio ในฟินแลนด์ และสถาบัน Karolinska ในสวีเดน หัวหน้าคณะนักวิจัย เรื่องประโยชน์ของกาแฟในการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์บอกว่า ผู้ใหญ่วัยกลางคนที่ดื่มกาแฟวันละ 3-5 ถ้วย จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคความจำเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์เมื่อเข้าสู่วัยชราได้ประมาณ 60-65% รายงานชิ้นนี้ ซึ่งตีพิมพ์อยู่ในวารสารโรคอัลไซเมอร์ ฉบับเดือนมกราคม รวบรวมผลจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 1409 คนในฟินแลนด์ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คำถามที่ใช้สัมภาษณ์ คือพฤติกรรมการดื่มกาแฟของกลุ่มตัวอย่างในขณะที่อายุประมาณ 50 กว่าปี ต่อมาจึงทดสอบการใช้งานของสมองในช่วงที่กลุ่มตัวอย่างเหล่านั้น มีอายุระหว่าง 65-79 ปี ผลการวิจัยพบว่า มีกลุ่มตัวอย่างที่มีอาการของโรคความจำเสื่อม 61 คน ในจำนวนนั้นมีคนเป็นโรคอัลไซเมอร์ 48 คน  ศาสตราจารย์ Kivipelto บอกว่าก่อนหน้านี้เคยมีรายงาน 1-2 ชิ้น ที่แสดงให้เห็นว่าการดื่มกาแฟ ช่วยพัฒนาการทำงานของสมองได้จริง แต่รายงานชิ้นนี้นับเป็นชิ้นแรกที่ศึกษาถึงประโยชน์ของกาแฟ ในการลดความเสี่ยงของโรคความจำเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์โดยตรง อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ผู้นี้กล่าวว่า ยังคงไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่า ทำไมการดื่มกาแฟวันละ 3-5 แก้วจึงช่วยชะลอ หรือลดความเสี่ยงของการเกิดโรคดังกล่าวได้ แต่เชื่อกันว่าเป็นเพราะกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระประกอบอยู่จำนวนมาก ซึ่งทราบกันดีว่าสารดังกล่าว ช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้

     รายงานบางชิ้นระบุว่า กาแฟยังช่วยปกป้องระบบประสาท และป้องกันการเกิดโรคความจำเสื่อม นอกจากนี้ยังป้องกันโรคเบาหวานได้อีกด้วย ถ้าไม่ใส่น้ำตาลมากจนเกินไป อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ Kivipelto ยืนยันว่าต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดต่อไปว่า ส่วนผสมใดในกาแฟที่สร้างประโยชน์ในด้านนี้ เมื่อ2วันที่แล้วเพิ่งจะมีรายงานจากมหาวิทยาลัย Durham ในอังกฤษที่แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างการดื่มกาแฟมากๆ กับอาการประสาทหลอน ซึ่งศาสตราจารย์ Kivipelto กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า รายงานของเธอชี้ชัดว่าการดื่มกาแฟแต่พอเหมาะคือประมาณ 3-5 แก้วต่อวัน สามารถเกิดประโยชน์ในการชะลอโรคอัลไซเมอร์ได้จริง แต่หากดื่มมากเกินไป ก็อาจเป็นโทษ อย่างเช่นอาการประสาทหลอนได้เรียกว่ามากเกินไปก็ไม่ดี

  การดื่มกาแฟเป็นประจำลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน

      การดื่มกาแฟนอกจากจะช่วยให้คนดื่มรู้สึกกระชุ่มกระชวยแล้ว ผลการศึกษาล่าสุดยังระบุว่า การดื่มกาแฟเป็นประจำสามารถลดความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวานในผู้ใหญ่ได้อีกด้วย จากการศึกษาระยะยาวกับชาวฟินแลนด์ 16,000 คน พบว่า การดื่มกาแฟ 2-3 ถ้วยต่อวันช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานแบบที่ 2 หรือเบาหวานในผู้ใหญ่ได้ ขณะที่ผู้ที่ดื่มมากกว่า 2-3 แก้วต่อวันก็จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานลดลงตามไปด้วย
       ชาวฟินแลนด์นั้นเป็นชนชาติที่ดื่มกาแฟมากที่สุดในโลกเมื่อเทียบปริมาณการบริโภคกาแฟต่อจำนวนประชากรต่อหัว และจากการข้อมูลของสถาบันทรัพยากรโลกก็ระบุว่าในปี 2000 ชาวฟินแลนด์ดื่มกาแฟโดยเฉลี่ย 11.3 กิโลกรัมต่อคน การศึกษาชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมแพทย์อเมริกัน ซึ่งชี้ว่า การที่ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 3-4 ถ้วยต่อวันจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานได้ 29 เปอร์เซ็นต์ และความเสี่ยงจะลดลงถึง 79 เปอร์เซ็นต์ ถ้าดื่ม 10 ถ้วยต่อวันหรือมากกว่า สำหรับผู้ชาย การดื่มกาแฟ 3-4 ถ้วยจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานได้ 27 เปอร์เซ็นต์ และหากดื่ม 10 ถ้วยต่อวันหรือมากกว่า ความเสี่ยงจะลดลงราว 55 เปอร์เซ็นต์ การค้นพบนี้ไม่ได้ระบุความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างการดื่มกาแฟกับการเป็นโรคเบาหวานแบบที่ 2 ทีมนักวิจัยจากสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติ ในกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ระบุ ถึงแม้จะไม่มีอะไรบอกชัดเจนว่าทำไมการดื่มกาแฟจึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานได้ แต่ทีมนักวิจัยก็เดาว่าอาจเป็นไปได้ที่สารประกอบในกาแฟไปขัดขวางการลำเลียงกลูโคส นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยยังระบุด้วยว่า กาแฟช่วยให้การขับสารประกอบโมเลกุลต่ำที่ให้กรดอะมิโนในกระเพาะอาหารและลำไส้ดีขึ้น ซึ่งสารประกอบชนิดนี้ทราบกันดีว่าช่วยลดกลูโคสได้ และในกาแฟยังมีแมกนีเซียมที่เชื่อกันว่าส่งผลด้านบวกต่อการต้านทานกลูโคส โรคเบาหวานแบบที่ 2 เป็นโรคเบาหวานที่เป็นในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป และพบว่าการเป็นโรคเบาหวานชนิดนี้เชื่อมโยงกับความอ้วนและโภชนาการ รายงานผลการศึกษาวิจัยเรื่องใหม่ในแคนาดาระบุว่า การดื่มกาแฟอาจทำให้ผู้ชายล่อแหลมกับการเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น และยิ่งดื่มมากเท่าใด โอกาสเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น การศึกษาทำโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของแคนาดา รายงานว่า คอกาแฟชายที่ดื่มจัดถึงวันละ 4 ถ้วย จะล่อแหลมกับการเป็นมะเร็งชนิดนี้ มากกว่าเพื่อนที่ไม่ได้ดื่มกาแฟถึง 2 เท่า  รายงานการศึกษาซึ่งเสนออยู่ในวารสารการแพทย์ "โรคเรื้อรัง" ของแคนาดา เปิดเผยว่า โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะเป็นโรคมะเร็งที่ผู้ชายแคนาดาเป็นกันมากโรคหนึ่ง อย่างเช่นเป็นที่คาดว่าจะมีผู้ป่วยในปีนี้ ประมาณ 3,700 ราย แอนน์ แมรี่ อักนาต นักวิจัยคนหนึ่ง กล่าวว่า "การศึกษาส่อว่าโรคมะเร็งชนิดนี้อาจมีความเกี่ยวเนื่องกับกาแฟ แต่ก็ยังไม่แน่นอนนัก"

 

ที่มา http://www.voanews.com/thai/2009-01-17-voa2.cfm

สำนักข่าวเอเอฟพี

 

 

 

ทำไมฟินแลนด์จึงเป็นประเทศที่ดีที่สุดในเรื่องการศึกษา

Thoughts for the week: Why Finland is best for education

In the war to create the world’s best schools, the fight’s to the Finnish. And the reason for their success might surprise you

Right now, somewhere in Britain, a child is sitting a test that will prove that Finland is the best country in the world. And those same children will also be proving that smaller class sizes are a bad idea. Here’s how.

Every three years the Programme for International Student Assessment (Pisa) tests 15-year-old schoolchildren in reading, mathematics and science. They are doing the tests now. In the last survey, in 2006, Finnish children performed best in science and second best in literacy and mathematics. British children came 14th in science, 17th in reading and outside the top 20 in mathematics. This week, the national curriculum tests, known as SATs, showed academic levels slowly dropping, so our chance of closing the gap on the brainy Finns looks remote.

What is going on? We’re not accustomed to thinking of Finns as all that clever. Taiwan, Hong Kong and South Korea maybe — and indeed they all do well. But Finland? Apart from Sibelius, Lasse Viren and Jessica Lange’s maternal grandparents, what have they ever done?

So why are they so good? Do they spend more on education than other countries? No: less, in fact, than most developed countries. Is it because the Finnish system is very centralised and controlled? No: other countries with similar systems do really badly. George W. Bush once pointed out, with his usual clarity, that: “You teach a child to read and he or her will be able to pass a literacy test.” So is it because the Finns teach to the test better than others? No: they have a broad curriculum.

Do Finnish kids spend longer in school? No: they don’t start till the age of 7 and they rarely spend more than four hours a day at school.The answer, contained in Lessons Learned, an excellent survey of education policies by Fenton Whelan, is simple. Finland employs better teachers than other countries. More than a quarter of all young people in Finland rate teaching as their top career option.

You would think that the secret was to make it easy to become a teacher and then hard to leave. But it’s the opposite. It’s very hard to become a teacher in Finland. Every applicant is put through academic tests, interviews about their motivation and work experience to work out who among them is really equipped to be a teacher. The number of places is deliberately limited to increase the competition. The exclusivity is attractive to the best graduates. Entrants into teaching in Finland are typically ranked in the top 10 per cent of graduates.

And once they are in, it’s easy to leave. That is because the Finnish teaching certificate is so well regarded by other employers that it has become a symbol of prestige and general ability. Talented graduates see a teaching qualification as a good in itself, not a passport down a cul-de-sac into a career. If it doesn’t work out as a teacher, you can easily go somewhere else.

In this country we do none of the above. We have only 1.2 applicants for each place, a low minimum standard for entry and no specific test of aptitude. We then make it worse with our irrational belief that smaller class sizes are vital.

Since 1996, 29 out of 30 OECD countries have reduced their class sizes. It’s always popular and always a bad idea, as the Finns are showing us. Reducing class sizes requires more teachers. That means being less selective about who becomes a teacher, allowing in candidates with poorer credentials, paying them less and investing less in the development of every one.

It’s exactly the opposite of what we should be doing. As the saying goes, bad teachers might be cheaper but they cost more.

One country that could use some of the Finnish magic is India. This week the Lok Sabha, the lower House in the Indian Parliament, passed The Right of Children to Free and Compulsory Education Bill.

A lot is said about the economic emergence of India and China but it is not often pointed out that the credit for China’s quick start in their race is down to Mao Zedong. For reasons completely unrelated to the market economy, the pre-reform regime in China established national literacy and health programmes. China now has a literacy rate over 90 per cent and a life expectancy of 73 years. Quite by accident, Mao was equipping his population for the market economy.

India, by contrast, was a mess. To this day, only 66 per cent of Indian adults can read, and life expectancy is 63 years. That said, Indian democracy would never have permitted 30 million people to die in a famine, so good health policies can cost rather too much as well.

Daniel Finkelstein is away

ธ.ก.ส.ตีฆ้องสินเชื่อแรงงานเก็บผลไม้ เผยฟินแลนด์-สวีเดนอ้าแขนรับอื้อซ่า

            

     การเก็บผลไม้ป่าที่ฟินแลนด์-สวีเดน ส่วนใหญ่จะเป็นผลบลูเบอรี่และเห็ด โดยใช้ ระยะเวลาในการรับจ้างทำงานประมาณ 70-80 วัน เก็บวันละ 20 กิโลกรัม หากเกษตรกรอยู่ทำงานจนครบจะมีรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายประมาณ 178,000 บาท นาย เอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการรักษาการแทนผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.ได้ร่วมมือกับกรมการจัดหางานสนับสนุนให้เกษตรกรเดินทางไปรับจ้างเก็บผลไม้ป่าในประเทศสวีเดนและฟินแลนด์ โดยกรมการจัดหางานจะเป็นผู้คัดเลือกบริษัทที่จะดำเนินการนำเกษตรกรเดินทางไป รับจ้างในประเทศดังกล่าว  ส่วน ธ.ก.ส.จะสนับสนุนในด้านเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับค่าเดินทาง ค่าวีซ่า และค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่างๆ โดยเกษตรกรลูกค้าหรือสมาชิกในครอบครัวที่มีความประสงค์จะเดินทางไปประเทศ สวีเดน วงเงินกู้ไม่เกินรายละ 75,000 บาท ส่วนประเทศฟินแลนด์วงเงินกู้ไม่เกินรายละ 65,000 บาท ส่วนอัตราดอกเบี้ยจะคิดอัตราดอกเบี้ยชั้นดี 6.75% ต่อปี ทั้งนี้ ตั้งเป้าเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 4,500 ราย วงเงินกู้ 300 ล้านบาท โดยเป็นเกษตรกรที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน 6จงัหวัด ได้แก่ หนองบัวลำภู นครราชสีมา อุดรธานี ขอนแก่น บุรีรัมย์ และชัยภูมิ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีผู้ใช้บริการสินเชื่อแล้ว 99 ราย จำนวนเงิน 6.4 ล้านบาท และมีกำหนดเดินทางเป็นชุดแรกปลายเดือน มิ.ย.นี้ “ต้องการเกษตรกรไปทำงานรับจ้างเก็บผลไม้ที่ประเทศดังกล่าวจำนวน 7,000 ราย ซึ่งขณะนี้มีบริษัทจัดหางานที่เข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 5 บริษัท โดยมีเกษตรกรทั้งสิ้น 4,000 ราย และจำนวนที่เหลือจะเป็นของบริษัทจัดหางานอื่นๆที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ”ทั้ง นี้ การเก็บผลไม้ป่าที่ประเทศฟินแลนด์และสวีเดน ส่วนใหญ่จะเป็นผลบลูเบอรี่และเห็ด โดยใช้ ระยะเวลาในการรับจ้างทำงานประมาณ 70-80 วัน และเก็บผลไม้ป่าวันละ 20 กิโลกรัม ซึ่งหากเกษตรกรอยู่ทำงานจนครบระยะเวลาดังกล่าว จะทำให้มีรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆแล้วประมาณ 178,000 บาท และเมื่อหักจำนวนเงินที่กู้จาก ธ.ก.ส.แล้ว จะทำให้เกษตรกรเหลือรายได้ประมาณ 1 แสนกว่าบาท


 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ





นักเรียนฟินน์เป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์

 องค์กรความร่วมมือและการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ หรือโออีซีดี เปิดเผยว่า โครงการทดสอบความสามารถเด็กนักเรียนอายุ 15 ปี จากนานาชาติจำนวน 400,000 คน ใน 57 ประเทศ ซึ่งเป็นการทดสอบไปเมื่อปีที่แล้วนั้น พบว่า เด็กนักเรียนชาวฟินแลนด์มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ดีที่สุด

 การทดสอบได้มีการทำขึ้นทุก 3 ปี เพื่อวัดความสามารถ โดยในด้านวิทยาศาสตร์นั้น จะมีคำถามทั้งเรื่องอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลง พืชจีเอ็มโอไปจนถึงพลศึกษา ซึ่ง เด็กชาฟินแลนด์มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดคือ 563 คะแนน รองลงมาคือ เด็กฮ่องกง 542 คะแนน เด็กแคนาดา 534 คะแนน สำหรับเด็กอเมริกัน สเปนและอิตาเลียนนั้น เป็น 3 ใน 32 ชาติที่ได้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์
ใน ด้านการอ่านนั้น เด็กเกาหลีใต้มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุดคือ 556 รองลงมาเป็นเด็กฟินแลนด์ ได้คะแนน 547 เด็กฮ่องกงได้คะแนน 536 ซึ่งในการอ่านนั้นเด็กเกาหลีพัฒนาขึ้นมามาก เฉือนเด็กฟินแลนด์ แชมป์เก่าในการทดสอบปี 2543 และ 2546 สำหรับเด็กกรีซ โปรตุเกส สเปน อิตาเลียนและนอร์เวย์มีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์

ด้านคณิตศาสตร์ เด็กไต้หวันอยู่อันดับ 1 ด้วยคะแนน 549 ฟินแลนด์อันดับ 2 ด้วยคะแนน 548 ส่วนลำดับ 3 นั้นมี 2 ชาติ คือ ฮ่องกงและเกาหลีใต้ ด้วยคะแนน 547 ในกลุ่มนี้ เด็กอเมริกัน อิตาเลียน โปรตุเกสและสเปน มีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์
โอ อีซีดี ระบุว่า ปัจจุบันสังคมนั้นเป็นสังคมที่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี ความเข้าใจถึงพื้นฐานความคิดรวมทั้งทฤษฎีด้านวิทยาศาสตร์ ความสามารถในการเข้าใจโครงสร้างและแก้ปัญหาวิทยาศาสตร์จึงมีความจำเป็นอย่าง ยิ่ง นอกจากนี้ยังพบว่า มีเด็กจำนวนน้อยมากที่อยากทำงานด้านวิทยาศาสตร์ และเด็กจากชาติที่ร่ำรวยค่อนข้างจะเห็นว่า วิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่สำคัญมากกว่าเด็กจากชาติยากจน   ส่วนความแตกต่างของคะแนนเด็กในแต่ละชาตินั้น โออีซีดีเห็นว่า ทุกประเทศจำเป็นต้องให้ความรู้ในหลายๆ สาขากับเด็ก และเห็นว่า เป้าหมายที่จะให้เด็กทั่วโลกมีความรู้ใกล้เคียงกันนั้น ยังอยู่อีกห่างไกล


 


 


 


 


 

น้ำมันมะพร้าว...ผู้ร้ายที่กลับกลายมาเป็นพระเอก:

นิตยสารตั้งตัว กันยายน 2550

น้ำมันมะพร้าว........ผู้ร้ายที่กลับกลายมาเป็นพระเอก (ขี่ม้าขาวซะด้วย)
ที่เขาบอกกันว่า “ความแน่นอน คือความไม่แน่นอน” นั้นคงไม่เกินความจริงไปมากนัก อะไรที่ว่าดีหรือใครที่ว่าดีๆสุดยอด ได้รับการยกย่องเชิดชู ก็อาจกลับกลายเป็นสุดแย่ อะไรที่เคยถูกมองถูกกล่าวหาว่าเป็นของไม่ดี เป็นผู้ร้าย ก็อาจกลับกลายเป็นของดี หรือเป็นพระเอกขึ้นมาได้
“น้ำมันมะพร้าวและกะทิ” ที่เรากลัวกันนักหนา ในแวดวงการแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์โรคหัวใจไม่ว่าของต่างประเทศหรือของไทยเราบอกว่า อย่ากินหรือกินให้น้อยๆ หน่อย เพราะมันเป็นน้ำมันที่อิ่มตัว ทำให้คอเลสเตอรอลสูง เป็นต้นเหตุให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด ทำให้หัวใจวายเพราะขาดเลือด และบอกให้เราไปรับประทานน้ำมันที่ไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอยแทน ซึ่งน้ำมันเหล่านี้ ต้องนำเข้า หรือซื้อวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตมาจากประเทศอเมริกาเป็นส่วนใหญ่

เราและเพื่อนบ้านชาวเอเซีย รวมถึงหมู่เกาะต่างๆในแถบแปซิฟิค ที่เคยมีมะพร้าวเป็นส่วนประกอบของอาหารในการดำเนินชีวิต รวมถึงเป็นสินค้าส่งออก ต่างประสบปัญหาไปตามๆ กัน อย่าว่าแต่จะส่งออกเลย ภายในประเทศก็ยังขายไม่ค่อยได้ ต่างก็พากันหลงเชื่อ และหลีกหนี “กะทิและน้ำมันมะพร้าว” โรงงานผลิดน้ำมันมะพร้าวต้องปิดตัวลง ชาวสวนมะพร้าวขายมะพร้าวไม่ได้ ไม่คุ้มค่าจ้างลิงเก็บมะพร้าว พากันโค่นต้นมะพร้าวเอาพื้นที่ไปเลี้ยงกุ้ง ทั้งลิงและคนเลี้ยงลิงต้องพากันตกงาน หันไปแสดงโชว์การเก็บมะพร้าวให้คณะทัวร์ดูบ้าง รับจ้างเป็นพรีเซ็นเตอร์ถ่ายทำโฆษณากระเบื้องมุงหลังคา หรือไม่ก็ไปแสดงละครลิง เพื่อความอยู่รอด

เมื่อเราเลิกกิน เลิกใช้น้ำมันมะพร้าว หันไปกินไปใช้น้ำมันประเภทไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นน้ำมันถั่วเหลืองเป็นส่วนใหญ่ ปรากฎว่าได้ผล(เสีย)เกินคาด ประชาชนพลเมือง พากันอ้วนพุงพลุ้ยกันเป็นแถว ตามติดมาด้วยโรคหัวใจ หลอดเลือดอุดตัน เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว โดยเฉพาะประเทศอเมริกา(ตัวต้นเหตุ) ก็ต้องรับผลกรรมนี้ไปเต็มๆ ก็ถือว่าสมควรแก่เหตุ ที่มารังแกชาวสวนมะพร้าวของพวกเรา

และก็เป็นนักวิจัยของอเมริกาเองอีกนั่นแหละ ที่มาเปิดโปงความดีความงามของ “น้ำมันมะพร้าว” ที่ถูกนักวิจัยที่นิสัยไม่ดี ปกปิด ซ้อนเงื่อนงำเอาไว้ แล้วกลับไปยกย่องเชิดชูน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด ที่อเมริกาผลิตขึ้นออกขายเอง (หวังจะรวยคนเดียว) แต่ความจริงก็คือความจริง จะปิดบังอย่างไรก็ปิดไม่ได้หรอกครับ

และแล้ว “มะพร้าว” ก็กลับมาเหมือนพระเอกขี่ม้าขาว ที่ได้รับชัยชนะได้รับการยกย่องเชิดชูเป็น “ต้นไม้ให้ชีวิต (Tree of Life)” เพราะเป็นต้นไม้ที่มีคุณค่าเอนกประสงค์ ใช้ประโยชน์ได้หมด ตั้งแต่ราก จนถึงสุดปลายยอด ใช้กิน ใช้ทา ใช้เป็นยา ใช้ปลูกสร้างบ้านเรือน เครื่องใช้ไม้สอยได้สารพัด จนบรรยายไม่หมด

นับแต่นี้ต่อไป เราจะได้กินได้ใช้มะพร้าว โดยเฉพาะ “น้ำมันมะพร้าวและกะทิ” กันอย่างหน้าชื่นตาบานกันเสียที ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆ กลัวใครจะว่า เราคงกินแกงเขียวหวานไก่ ลอดช่องแตงไทยใส่น้ำกระทิได้อย่างสบายใจ ไม่มีใครมาคอยดุด่าเรา ให้ลำคาญใจ หาว่าเราไม่รักสุขภาพ (หลังจากที่เราถูกสอนให้กลัวน้ำมันมะพร้าวและกะทิ กันมาร่วม 40 ปี)

ดร. ณรงค์ โฉมเฉลา ประธานเครือข่ายพืชปลูกพื้นเมืองไทย ซึ่งท่านเป็นตัวตั้งตัวตีในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวให้คนไทยได้เข้าใจถึงคุณค่า ได้รวบรวมข้อมูลผลงานวิจัย และเขียนบทความไว้มากมาย และที่ง่ายๆ คือหาข้อมูลจากเว็ปไซด์ ผมขอยกเอาคุณสมบัติบางส่วนของ “น้ำมันมะพร้าว”มาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ รับรู้ไว้บ้าง จะได้ไม่เชย
น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันจากพืชชนิดเดียวในโลก ที่มี “กรดลอริก” อยู่ในปริมาณที่สูงมาก (48-53 เปอร์เซ็นต์) และกรดชนิดนี้เองที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติที่ดีเด่น และพิเศษกว่าน้ำมันพืชอื่นๆ ในการเสริมสุขภาพและความงามของมนุษย์

เมื่อร่างกายรับ “กรดลอริก” นี้เข้า จะเปลี่ยนเป็น “โมโนลอริน” ซึ่งเป็นสารตัวกับที่อยู่ในน้ำนมแม่ ที่ช่วย
สร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารกในระยะ 6 เดือนแรก ที่ร่างกายยังไม่สร้างระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เด็กระยะแรกเกิดไม่ค่อยเป็นโรคอะไร

โมโนลอริน เป็นสารปฏิชีวนะที่ทำลายเชื้อโรคทุกชนิด ที่ดีกว่ายาปฏิชีวนะที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ โปรโตซัว และไวรัส รวมทั้งเชื้อที่ก่อให้หลอดเลือดแข็งตัว เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้น้ำมันมะพร้าวมี่ข้อดีเด่น 3 ประการ

เชื้อโรคที่ยาปฏิชีวนะทั่วไปทำลายไม่ได้ เพราะมัน “หัวแข็ง” เนื่องจากมีเกราะที่เป็นไขมันห่อหุ้มเยื่อของเซล น้ำมันมะพร้าวจะทำลายเกราะนี้ลงไ ด้ เพื่อเปิดโดกาสให้โมโนลอรินเข้าไปฆ่าทีหลัง
น้ำมันมะพร้าว ไม่เพิ่มการดื้อยาของเชื้อโรค ดังเช่นยาปฏิชีวนะทั่วๆ ไป ซึ่งมักจะเกิดปัญหาที่ต้องใช้ยาในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ใช้ไม่ได้อีก
สารปฏิชีวนะในน้ำมันมะพร้าว ไม่เป็นพิษต่อมนุษย์ และจะถูกสร้างขึ้นในร่างกายของมนุษย์ เมื่อบริโภคอาหารที่มีกรดลอริก อีกทั้งไม่เป็นอันตรายต่อแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในลำไส้

นี่แค่พูดกันถึงของดีที่อยู่ในน้ำมันมะพร้าวเพียงตัวเดียว ยังยอดเยี่ยมขนาดนี้ ยังมีของดีอีกมากมาย เช่น วิตามินอี ที่เป็นตัวต่อต้านอนุมูลอิสระ และใช้ในการสร้างเสริมความงามได้ตลอดทั้งตัว ตั้งแต่เส้นผม ถึงปลายนิ้วเท้าเลยทีเดียว
ช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ เพราะน้ำมันมะพร้าว มีคอเลสเตอรอลน้อยมาก น้อยกว่าน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันพืชตัวอื่นๆ ที่ใช้กันอยู่ และวิตามินอีในน้ำมันมะพร้าว จะช่วยลดความหนืดของเลือด ขยายหลอดเลือด และป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด ที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ

ช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญอาหาร หรือให้มีขบวนการเมตาบอลิซึมสูง เกิดเป็นพลังงานสำหรับใช้ในการดำรงชีวิต อีกทั้งยังช่วยทำลายไขมันที่ร่างกายสะสมอยู่ นำไปใช้เป็นพลังงาน ทำไห้ “ไม่อ้วน หรือสามารถลดความอ้วนถ้าอ้วนอยู่ก่อนแล้ว” ข้อนี้คงถูกใจสาวๆ และ สาวน้อยทั้งหลาย ที่มีปัญหาอยู่แน่ๆ
เมื่อเร่งขบวนการเผาผลาญอาหาร น้ำตาลก็ต้องถูกกำจัดไปด้วย ทำให้ร่างกายไม่สะสมน้ำตาล จึงเป็นการลดอัตราการเกิด “โรคเบาหวาน” หรือเป็นการควบคุมน้ำตาลในผู้ที่เป็นอยู่แล้ว
โรคต่อมลูกหมากโต ที่เป็นโรคที่สุภาพบุรุษสูงอายุเผชิญกันอยู่ ให้ใช้น้ำมันมะพร้าวมากินเลย ผมได้ให้คนไข้ที่เป็นโรคนี้มาช้านาน บอกเวลาปัสสาวะทีไม่ค่อยจะลงโถส้าม มันส่ายซ้ายทีขวาที ขึ้นบนลงล่าง มั่วไปหมด ปรากฏว่าอาการดีขึ้น ภายใน 10 วัน เคยตื่นขึ้นปัสสาวะ 7 ครั้ง ก็เหลือ 2 ครั้ง ปัสสาวะได้ครั้งละมากๆ
และยังช่วยและยับยั้งโรคอีกหลายโรค เช่น โรคปวดเมื่อย โรคชราภาพก่อนวัย โรคมะเร็งผิวหนัง โรคกระดูก โรคที่เกิดจากเชื้อต่างๆ โรคผิวหนัง รังแคหนังศรีษะ ใช้ชโลมตัว ทำให้ผิวสวย ดูมีน้ำมีนวลขึ้น ประโยชน์มากมายเลย แล้วท่านจะไม่ลองใช้ดูบ้างหรือ ควรลองนะ ไม่น่าเสียหายอะไร

ใช้กินได้เลย วันละ 3- 4 ช้อนโต๊ะใส่ในกาแฟ น้ำชา หรือเทใส่ช้อนเข้าปาก แล้วดื่มน้ำอุ่นๆ ตามได้เลย ไม่ยากลองดูสักเดือนสองเดือน ก็จะเห็นผลว่าดีหนือไม่
โดย
www.the-arokaya.com

ประสบการณ์จากนักศึกษาไทยในฟินแลนด์

ประชาคมวิจัย
ประสบการณ์การศึกษาวิจัยที่ประเทศฟินแลนด์

 วุฒินันท์ รักษาจิตร์  
นักศึกษา คปก. รุ่นที่ 6
ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
puenphd@chula.com
อาจารย์ที่ปรึกษา: ศ.ดร. อรัญ อินเจริญศักดิ์
iaran@sc.chula.ac.th

ผมนายวุฒินันท์ รักษาจิตร์ นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) รุ่นที่ 6 หลักสูตร วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. อรัญ อินเจริญศักดิ์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และ Assoc. Prof. Dr. Pirkko Mäenpää  เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมในต่างประเทศ
 
  ผมเดินทางไปทำงานวิจัยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในต่างประเทศที่ Laboratory of Plant Physiology and Molecular Biology, Department of Biology, Turku University, Finland ระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2549 การเดินทางครั้งนี้ทำให้ผมได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากมาย ทั้งได้เรียนรู้เทคนิคการทำวิจัย ฝึกการแก้ปัญหา เขียนผลงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ และได้เรียนรู้ประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างแดน  

ผมเดินทางออกจากประเทศไทยในวันที่ 15 พฤษภาคม 2548 เวลา 00.20 โดยสายการบินฟินแอร์ (Finair) บินตรงไปยังสนามบินนานาชาติ Helsinki-Vantaa Finland จากนั้นจึงต่อเครื่องบินภายในประเทศไปลงที่สนามบิน Turku ในเวลาประมาณ 8.00 น. (ตามเวลาที่ Turku) ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเกือบ 12 ชั่วโมง  

เมื่อเดินทางมาถึงที่หมาย ความกลัวและความกังวลใจที่ผมพกพามาตลอดก็หายไป เมื่อผมได้พบกับอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ Pirkko ท่านเดินทางมารับผมด้วยตนเองที่สนามบิน พร้อมรอยยิ้มและคำพูดที่ทำให้ผมมีรู้สึกไม่ต้องกลัวการใช้ชีวิตลำพังในต่างแดนอีกต่อไป ระหว่างเดินไปขึ้นรถที่อาจารย์ขับมารับในวันนั้น อากาศภายนอกที่สดชื่น บรรยากาศที่สวยงาม เนื่องจากเป็นช่วงปลายฤดูหนาว (winter) เข้าสู่ช่วงฤดูร้อน (summer) อุณหภูมิขณะนั้นประมาณ 20 องศาเซลเซียส ทำให้ผมหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง  อาจารย์ Pirkko ได้พาผมไปที่มหาวิทยาลัยก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานและอาจารย์หลายๆ ท่าน ก่อนที่จะพาผมไปยังที่พัก ซึ่งอาจารย์ท่านได้จัดการจองไว้ให้เรียบร้อย หอพักสำหรับนักศึกษา (student housing) มีลักษณะเหมือนบ้านหลังหนึ่ง มี 3 ห้องนอนแยกกัน มีห้องน้ำ 2 ห้อง และมีห้องครัว 1 ห้อง เสียค่าใช้จ่ายเดือนละ 187.40 Euro (x 49 baht)  ช่วงที่ผมเดินทางไปนั้น เป็นช่วงฤดูร้อน นักศึกษาส่วนใหญ่จึงเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด ผมจึงอยู่คนเดียวตลอด 3 เดือนแรก  

สัปดาห์แรกของการใช้ชีวิตที่ฟินแลนด์ของผม อาจารย์ Pirkko ขับรถมารับส่งทุกวัน จนผมเริ่มคุ้นเคยกับเส้นทางแล้วผมจึงเดินทางไปกลับด้วยตัวเอง
 
เช้าวันแรกของการทำงาน อาจารย์ Pirkko ขับรถมารับผมไปมหาวิทยาลัย Turku University หรือภาษาฟินแลนด์คือ Turun Yliopisto เป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติที่มีความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะงานวิจัย Turku University ตั้งอยู่ที่เมือง Turku ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฟินแลนด์ ห่างจากเมืองหลวง Helsinki ประมาณ 2 ชั่วโมงหากเดินทางโดยรถยนต์ อาจารย์พาผมไปแนะนำอย่างเป็นทางการกับสมาชิกทุกคนที่ Laboratory of Plant Physiology and Molecular Biology ทั้งที่ University Hill และที่ Biocity  ทั้งสองแห่งเป็นสถาบันเพื่อทำงานวิจัยของภาควิชา สำหรับผมนั้นทำงานวิจัยส่วนใหญ่ที่ Biocity ซึ่งเป็นศูนย์เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับงานวิจัยด้านพืชและไซยาโนแบคทีเรีย ซึ่งสอดคล้องกับงานในวิทยานิพนธ์ของผม  

ผมรู้สึกประทับใจกับความเป็นกันเองของเพื่อนๆ และอาจารย์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ในห้องปฏิบัติการทุกคน  ช่วงสองวันแรกที่ยังไม่ได้เริ่มงานวิจัย อาจารย์พาผมไปติดต่อเรื่องเปิดบัญชี ติดต่อเรื่องรถโดยสาร และพาไปดูห้องปฏิบัติการต่างๆ วันที่สาม อาจารย์ Pirkko และ อาจารย์ Paula เริ่มสอนและแนะนำงานวิจัยที่ต้องทำในช่วงระยะเวลา 9 เดือน ซึ่งเป็นงานที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยานิพนธ์ของผมที่เมืองไทย ผมได้เรียนรู้เทคนิคทาง Molecular มากขึ้น อาทิเช่น RT-PCR, Northern Blot, Radioactivity labeling เป็นต้น จากอาจารย์ทั้งสอง รวมทั้งเพื่อนในห้องปฏิบัติการซึ่งเป็นนักเรียนปริญญาเอก ปริญญาโท และนักวิจัยหลังปริญญาเอก ก็ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ช่วงพักกลางวันผมจะรับประทานอาหารพร้อมกับเพื่อนที่ห้องอาหาร ด้านล่างของตึกที่มีซุปเปอร์มาร์เก็ตอยู่ด้วย อาหารที่ผมทานเป็นประจำคือ พาสต้ากับนม
 
  หลังเลิกงานผมมักจะแวะไปซื้อของในตลาดซึ่งห่างจากมหาวิทยาลัยเพียง 10 นาที โดยรถโดยสารประจำทางอันแสนสะดวกสบาย ระบบขนส่งมวลชนที่นี่ดีมาก สะอาด ตรงเวลาและไม่มีรถติด บนรถโดยสารใช้ระบบคีย์การ์ดทั้งหมด ขึ้นรถก็เพียงแค่นำบัตรไปแตะที่ sensor เงินก็หักออกไปเอง สำหรับผมใช้บัตรรายเดือนเฉพาะนักศึกษา เสียเดือนละ 25.50 Euro (x 49 baht) สามารถขึ้นกี่เที่ยวก็ได้ในระยะที่กำหนด  
เมือง Turku เป็นเมืองที่สวยและสงบมี cathedral ขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางเมือง เมืองนี้เคยเป็นเมืองหลวงของฟินแลนด์มาก่อน ก่อนที่เมืองหลวงจะย้ายเป็นเมือง Helsinki ดังนั้น เมือง Turku จึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เมืองหนึ่ง สินค้าพื้นเมืองมีหลากหลาย และมีขายตามตลาดนัด ซึ่งราคาจะถูกกว่าเมื่อเทียบกับซื้อตามซุปเปอร์มาร์เก็ต   ช่วงแรกๆ ผมไม่กล้าซื้อเพราะเมื่อคิดเป็นเงินไทยแพงมาก 49 บาทต่อ 1 ยูโร สองสัปดาห์แรกของการใช้ชีวิตในฟินแลนด์ของผม มาม่าที่เตรียมไปจึงขายดี
 
แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยไปเกือบ 3 ทุ่มก็ตามแต่ Turku ก็ยังไม่มืดมิด เนื่องจากช่วงฤดูร้อน เวลากลางวันจะยาวกว่ากลางคืน พระอาทิตย์จะตกประมาณ 5 ทุ่ม เช้าก็จะสว่างเร็ว ประมาณ ตี 4 ก็เริ่มมีแสงแดดแล้ว นี่ละครับ พระอาทิตย์เที่ยงคืนของแท้ ช่วงฤดูร้อนที่นี่มีกิจกรรมน่าสนใจให้ทำหลายอย่าง ชาวฟินแลนด์ชอบฤดูนี้มาก เพราะอากาศไม่หนาว มักนิยมออกไปพักผ่อนกันตามบ้านพักตากอากาศ และใช้ช่วงเวลาว่างไปกับการตกปลา พักผ่อนและซาวน่า ซาวน่าเป็นวัฒนธรรมพื้นฐานที่พบโดยทั่วไปและมีมาแต่โบราณ โดยชาวเมืองเชื่อว่าการซาวน่าทำให้ร่างกายสดชื่นและมีสุขภาพดี

เมื่อระยะเวลาผ่านไปกว่า 3 เดือน หอพักเดิมที่เคยเงียบเหงา ก็เริ่มคึกคัก นักศึกษากลับมาจากต่างจังหวัด รวมทั้งเพื่อนร่วมหอพักทั้งสองคนของผม คนหนึ่งชื่อ Visa อีกคนชื่อ Jussi ผมได้เรียนรู้ประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบวิถีคนฟินแลนด์เพิ่มขึ้นจากเพื่อนทั้งสองและได้ฝึกภาษาฟินแลนด์บ้าง คนฟินแลนด์ส่วนใหญ่ใช้ภาษาฟินแลนด์เป็นภาษาหลัก และใช้ภาษาสวีเดนเป็นภาษารอง อย่างไรก็ดี นักศึกษา วัยรุ่น หนุ่มสาว เกือบทุกคนจะพูดภาษาอังกฤษได้  
 
เวลาผ่านไป ฤดูร้อนอันแสนสุขก็ผ่านไปด้วยเช่นกัน ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน อากาศเริ่มเย็นและหนาว สีสันของฤดูกาลใหม่เริ่มขึ้น ใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีแดงส้ม และเริ่มร่วงหล่น สีขาวโพลนของหิมะเริ่มคลอบคลุมพื้นที่ ต้นไม้ที่ปราศจากใบถูกหิมะปกคลุมตามกิ่งก้าน สวยเสียจนไม่รู้จะบรรยายได้อย่างไรดี ในฤดูนี้กลางคืนเริ่มยาวนานกว่ากลางวัน ความมืดเริ่มมาบดบังแสงอาทิตย์ตั้งแต่บ่าย 3 โมงเย็น และกว่าแสงแดดจะกลับมาอีกครั้งก็ราว 10 โมงเช้าแล้ว...แปลกดีใช่ไหม ตรงข้ามกับช่วงฤดูร้อนเลย ช่วงนี้นักท่องเที่ยวจะเดินทางไปทางเหนือของฟินแลนด์เพื่อไปชมความงามของโรงแรมน้ำแข็งและหมู่บ้านซานตาครอส
 
เมื่อเข้าสู่กลางเดือนธันวาคม ชาวฟินแลนด์มีการจัดกิจกรรมวันคริสมาสต์รวมทั้งที่ห้องปฏิบัติการด้วย ผมได้ร่วมงานฉลองกับเพื่อนๆ ได้ชิมและทำขนมคุ้กกี้รสชาติแปลกและมีเฉพาะช่วงเทศกาลนี้เท่านั้น ได้เล่นสกีหิมะ สโนว์บอร์ด ปั้นตุ๊กตาหิมะ ได้ร้องเพลงเต้นรำกับอาจารย์และเพื่อนๆ      และในวันต่อมา ผมยังมีโอกาสร่วมกิจกรรมกับครอบครัวอาจารย์ที่บ้าน ผมดีใจมาก ช่วงวันหยุดดังกล่าวจึงเป็นช่วงที่ผมไม่อาจลืมได้เลย  เมื่อเข้าสู่เดือนมกราคม งานวิจัยของผมใกล้จะเสร็จสิ้น ผมเริ่มเขียน manuscript เพื่อจะตีพิมพ์ผลงาน อาจารย์ Pirkko และ อาจารย์ Paula ช่วยกันตรวจและแก้ไข งานส่วนนี้ยังได้รับความช่วยเหลือจาก Abo Academy of Finland ผ่านทางอาจารย์ Tina และเพื่อน Anna เพื่อให้ได้ผลงานที่มีคุณภาพสูงขึ้น เมื่อเข้าสู่กลางเดือนกุมภาพันธ์ผมจึงรู้สึกทั้งดีใจและเสียใจที่ต้องเดินทางกลับเมืองไทย
 
ประสบการณ์และความประทับใจที่ดินแดนแห่งความหนาวเย็น Turku Finland มีมากเกินกว่าที่จะบรรยายหมด สิ่งดีๆ ทั้งหมดคงเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก  อาจารย์ที่ปรึกษาทั้งสองท่าน คือ ศาสตราจารย์ ดร. อรัญ อินเจริญศักดิ์  และ Assoc. Prof. Dr. Pirkko Mäenpää รวมทั้งครอบครัวของผม สมาชิกห้องปฏิบัติการไซยาโนแบคทีเรีย เพื่อนชีวเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเพื่อนที่ฟินแลนด์ทุกคน

แหล่งข้อมูล :  http://rescom.trf.or.th/display/show_colum_print.php?id_colum=2078


 

ผู้หญิงไทยหลายคนต้องใช้ชีวิตในฟินแลนด์ แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ

           มากกว่าครึ่งหนึ่ง ของผู้หญิงไทย ที่อาศัยอยู่ใน ประเทศ ฟินแลนด์ ต้องอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ และ โดยปราศจาก สิทธิความคุ้มครองของทางสังคม, เขียนโดย หนังสือพิมพ์ เฮลซิงกิ ซาโตมัส. โดย ทำการยืมบทความมาจาก  รายงาน ของ กระทรวงมหาดไทย ว่าได้รับการร้องเรียน จากผู้หญิงไทย มากกว่า 100 คน เกี่ยวกับ การต้องทนรับกับ การใช้ความรุนแรงทางเพศ

            ข้อความในสมุดบันทึก ยังมีบันทึกว่า มีผู้หญิงไทย จำนวน 800-1,200 คน  ยังคงใช้ชีวิตเป็นแม่บ้าน. และ ยังมีอีกบางส่วน ที่ต้องทนกับความกดขี่ จากคู่ชีวิต หรือ  ถูกบังคับให้ ค้าประเวณี ในบริเวณ ร้านนวด หรือร้านเสริมสวย.ในจำนวนผู้หญิงไทย สิบคน ก็จะมี จำนวน ผู้หญิงไทย หนึ่งคน ที่ยังคงไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือ แม้แต่ใบอนุญาตให้อาศัยอยู่

             ในช่วงสองปีที่ผ่านมา, รัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย Anne Holmlund ไดั ทวงถามถึงมาตราการ ในการปรับปรุง แก้ไขสถานะของหญิงไทย  จากปัญหาที่น่าเป็นห่วงของบรรดาร้านนวดต่างๆ ซึ่งรายงายฉบับนี้ถูกเขียนขึ้น โดยผู้ตรวจการกระทรวงอวุโส  Tiina Pesonen กล่าวว่า ไม่สามารถที่จะระบุ จำนวนผู้หญิง ที่ถูกแยกออกจากสังคม 

             บรรดาผู้หญิงเหล่านี้ ที่เข้า มาฟินแลนด์โดย การสมรส ทำให้ไม่สามารถ มีส่วนร่วมใน โครงการบูรณาการต่างๆ ของทางราชการ  และ บ่อยครั้ง ที่แม้แต่ คู่สมรส กีดกัน ภรรยาของพวกเขาไม่ให้เข้าร่วมโครงการเหล่านี้

            รายงาน ฉบับนี้ ยังกล่าวว่า ความรุนแรง ยังคงเป็นเรื่องปกติในครอบครัว ไทย-ฟินแลนด์, และ นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ ทำไมผู้หญิงจากนวนมาก ต้องออกจากบ้าน และ เข้าสู่ ธุรกิจการค้าประเวณี  พวกเขา กลัว เรื่องการหย่าร้าง  ที่นำไปสู่การยกเลิก  ใบการขอให้มีถิ่นที่อยู่ ผู้หญิงเหล่านี้ ไม่มีความรู้เรื่อง การขออนุญาต ให้มีถิ่นที่อยู่ หรือ เรื่องของ หลักเหตุผลมนุษยธรรม หลังจากเกิดการหย่าร้างขึ้น ผู้รายงานกล่าว  

                    ผู้รายงานฉบับนี้ ได้เรียกร้องให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปรับเปลี่ยนท่าที ในการช่วยเหลือ ผู้หญิงไทยที่ต้องประสบปัญหาความรุนแรงภายในครอบครัว และป้องกันพวกเขาจากการถูกล่อหลอก เข้าสู่การค้าประเภณี โดยให้ความช่วยเหลือ ออกใบอนุญาตใบการขอมีใบอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ใหม่

                    Helsingin Sanomat ได้เขียน จดหมายถึง  กรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ร่างนโยบาย ที่มี วัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือหญิงไทย ที่ต้องประสบปัญหาความรุนแรงภายในครอบครัว

YLE

ที่มา

Many Thai Women Living Underground



วิธีง่ายๆต่อสู้กับมะเร็ง

พ่อเลี้ยงวรรณ พิมพนิช เจ้าของรวมเกษตรฟาร์ม มาบรรยายวิธีรักษามะเร็งเมื่อเดือนที่แล้ว
ผมเห็นว่ามีประโยชน์ จึงนำมาถ่ายทอดให้เพื่อนๆฟัง ดังนี้
พ่อเลี้ยงวรรณฯ อายุ 60 ปี เป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายที่กระดูกสันหลัง
คุณหมอทั้งไทยและเยอรมัน ไม่รับรองว่าจะรักษาหาย
จึงไปทำการรักษาที่เกาหลีเหนือ เป็นเวลา 1 เดือน ก็หายจากโรค
กลับมาเมืองไทย จึงตั้งเป็นมูลนิธิวรรณ
รับรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ยากไร้ฟรี!
ปัจจุบันมีผู้รับการรักษา 2000 กว่าคน
ณ อ.แม่สอด ห่างจาก จว.ตาก 100 กม.

วิธีการรักษามะเร็งแบบธรรมชาติง่ายๆ 4 ข้อ ดังนี้

1. จิตใจ ต้องสู้

2. อาหารงดเว้นเนื้อสัตว์
แล้วหันมารับประทานอาหารที่มะเร็งไม่รับประทาน 15 ชนิด ได้แก่
2.1 ธัญพืช 5 ชนิด ได้แก่
ข้าวกล้อง , ข้าวม้ง , ข้าวบาเล่ย์ , ข้าวสาลี , และลูกเดือย
นำมาหุงด้วยหม้อข้าวไฟฟ้า
2.2 ผักผลไม้ 10 ชนิด ได้แก่
หอมหัวใหญ่ , มันฝรั่ง , หรือมันเทศ , กล้วยน้ำว้าสุก ( 8 ลูก/วัน) , ฟักทอง ,
ข้าวโพดหวาน , ยอดแค , ถั่วพู( 2 ชนิดนี้ห้ามขาด) , บลอคโคลี่หรือกะหล่ำดอก , ถั่วหวาน
และคะน้าฮ่องกง(ผักผลไม้ 5 ชนิดแรกใช้นึ่ง)
นำทั้ง 10 ชนิด หั่นเป็นชิ้นๆ นำมาเข้าเครื่องปั่นแบบไม่ต้องละเอียดมาก เพื่อให้กระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อย
จากนั้นนำมารับประทานหนัก 1 กก./วันกับธัญพืช

3. อาบน้ำร้อนสลับเย็นหรือเย็นสลับร้อนอย่างละ 2 นาที รวมเวลา 10 นาที 1 ครั้ง/วัน
เตรียมน้ำร้อนโดยใช้เครื่องทำน้ำร้อน
เตรียมน้ำเย็นโดยหาถังน้ำใส่น้ำแข็ง
แล้วอาบร้อนจัดและเย็นจัดเท่าที่ร่างกายทนได้
ภูมิต้านทานโรคทั้งสิ้น 2 จำพวก จะถูกกระตุ้นขึ้นมาทำหน้าที่อย่างแข็งขัน

4. การออกกำลังกาย เดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ประมาณ 45 นาที/ วัน
ง่ายไหมครับ
ถ้าเพื่อนสนใจ
สามารถเขียนจดหมายติดต่อ
ขอรับธัญพืชปลอดสารพิษจากไร่ อ.แม่สอด ตามสถานที่ข้างล่างนี้
พ่อเลี้ยงวรรณ
" มูลนิธิวรรณ " เลขที่ 3/681 ประชานิเวศน์
ถ.เทศบาลนิมิตเหนือ
ลาดยาว จตุจักร กทม.
เบอร์โทรศัพท์ 02-1580658 02-1580658
มือถือ 086-7886222 086-7886222 /

สถานฑูตไทย ณ กรุงเฮลซิงกิ

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

การ ได้เดินทางมาใช้ชีวิตอยู่ต่าง ประเทศนั้นมักเป็นความใฝ่ฝันของคนไทยหลายคน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปเพื่อหาประสบการณ์ ไปศึกษา ทำงานเก็บเงินเพื่ออนาคตที่ดีกว่าข้างหน้า หรือการได้แต่งงานกับชาวต่างชาติ เรียกได้ว่าในแต่ละประเทศทั่วโลกนั้นก็ได้มีชาวไทยไปอาศัยมากมาย เช่นเดียวกันกับในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย และนอร์ดิก

แต่ การ ได้ไปใช้ชีวิต อยู่ในที่ต่างบ้านเกิดเมืองนอนนั้น หลายคนอาจกังวลว่าจะประสบกับความลำบากไม่น้อย สาเหตุเพราะไม่ทราบว่าจะต้องไปติดต่อกับใครเมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับหนังสือ เดินทาง การจดทะเบียนสมรส หรือการแจ้งเกิดบุตรในประเทศนั้นๆ และอีกมากมายหลายกรณี แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปเมื่อสถานทูตไทยประจำประเทศต่างๆได้พร้อมให้ ความช่วยเหลือประชาชนชาวไทยที่อาศัยอยู่ในต่างแดนอย่างเต็มที่


...ไทย ต่างแดนฉบับนี้ได้มีโอกาสเดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ เพื่อนำข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับกิจกรรม และการบริการต่างๆของสถานทูตมาเสนอให้พี่น้องชาวไทยได้รับทราบ ซึ่งก่อนที่จะมีสถานทูตไทยในฟินแลนด์นั้น ได้มีสถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์สำหรับดำเนินการเรื่องวีซ่าให้กับคนฟินแลนด์ หรือคนต่างชาติอื่น ๆ ที่พำนักอยู่ในฟินแลนด์ที่ต้องการเดินทางไปประเทศไทย สำหรับในส่วนของการบริการด้านกงสุลให้กับคนไทยนั้นต้องเดินทางมารับการ บริการที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม

สถานเอกอัครราชทูตไทย ได้มาเปิดสำนักงานชั่วคราวที่กรุงเฮลซิงกิ ในปี 2005 เมื่อ คุณเกริกพันธุ์ ฤกษ์จำนง ได้รับมอบหมายภารกิจ จากกระทรวงการต่างประเทศ ให้มาเปิดสำนักงานและดำรงตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษา และคุณเกษร พลอยสังวาลย์ เป็นเจ้าหน้าที่ด้านกงสุลและงานคลังของสถานทูต หลังจากได้ใช้เวลาช่วงหนึ่งในการหาที่ตั้งสำนักงาน สถานทูตไทยก็ได้เปิดสำนักงานอย่างเป็นทางการเพื่อปฏิบัติราชการและให้บริการ ด้านกงสุลอย่างเต็มตัวในเดือนเมษายน 2006 โดย มีนายอภิชาติ ชินวรรโณ เอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮลซิงกิ ถิ่นพำนัก ณ กรุงสตอกโฮล์ม โดยคุณเกริกพันธุ์ฯ ดำรงตำแหน่งอุปทูต และปฏิบัติราชการในฐานะหัวหน้าสำนักงาน

นายเกริกพันธ์ ฤกษ์จำนง อัครราชทูตที่ปรึกษา ประกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

คุณ เกริกพันธุ์ ฯ ได้พูดเกี่ยวกับงานของสถานทูตไทยที่ฟินแลนด์ว่า ภารกิจของสถานทูตไม่ได้จำกัดแค่งานกงสุล งานของสถานทูตครอบคลุมหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสานต่อและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับฟินแลนด์ งานส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน งานด้านการเมือง และงานส่งเสริมด้านการศึกษาและวัฒนธรรม โดยมีภารกิจหลักได้แก่ส่งเสริมการติดต่อระหว่างกันให้มีความใกล้ชิดมากยิ่ง ขึ้น ทั้งในระดับรัฐบาล หน่วยงานต่างๆ ภาคเอกชนและระดับประชาชน ส่วนงานกงสุลนั้นก็เป็นงานอีกแขนงหนึ่งของภารกิจหลักของสถานทูต และก็เป็นงานที่สถานทูตทั่วโลกให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นงานบริการที่ให้กับประชาชน และเป็นนโยบายหลักอันหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศที่เรียกว่า การทูตเพื่อประชาชนโดยเฉพาะเรื่องการดูแลความเป็นอยู่ของคนไทย การคุ้มครองคนไทยและพร้อมให้ความช่วยเหลือเมื่อมีคนไทยประสบปัญหา เช่น ประสบอุบัติเหตุ ถูกหลอกลวง แต่ทั้งนี้ ได้ย้ำว่า การให้ความช่วยเหลือต่างๆ นั้น จำเป็นจะต้องอยู่ภายใต้กรอบและกฎหมายของฟินแลนด์ด้วย

ใน เรื่องของงานบริการด้านกงสุลให้กับคนไทยนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่า มีทั้งการต่ออายุหนังสือเดินทาง หรือทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ ซึ่งการทำเล่มใหม่นั้น นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2006 เป็นต้นมา สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮลซิงกิได้ให้บริการรับคำร้องเพื่อขอทำหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-passport) ซึ่ง เป็นหนังสือเดินทางแบบใหม่แก่ประชาชนทั่วไป โดยจะต้องมายื่นคำร้องด้วยตนเองเนื่องจากต้องผ่านกระบวนการบันทึกข้อมูลทาง ชีวภาพ คุณเกริกพันธุ์ฯ ได้ให้คำแนะนำกับคนไทยที่ประสงค์จะทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ ด้วยว่า เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการขอรับบริการ ควรโทรนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าก่อนเดินทางมายื่นคำร้องขอทำหนังสือ เดินทาง ส่วนงานบริการด้านกงสุลอื่นๆก็มีทั้งงานนิติกรณ์ การรับรองเอกสารต่างๆ การแจ้งเกิดบุตรที่เกิดในฟินแลนด์ และการแจ้งการเสียชีวิตของคนไทยในฟินแลนด์ เป็นต้น

ใน การ ส่งเสริมกิจกรรมด้านต่างๆ สถานทูตก็พยายามส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริมการท่องเที่ยว การเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมไทยแก่ชาวฟินแลนด์และชาวต่างชาติอื่นๆ รวมทั้งการให้ความร่วมมือและส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมกับสมาคมคนไทยต่างๆ ในฟินแลนด์ ที่ผ่านมา ก็ได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนโครงการและกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับสมาคมฟินน์-ไทย สมาคมวัฒนธรรมไทยในฟินแลนด์ สมาคมนักเรียนไทยและผู้ประกอบอาชีพในฟินแลนด์ รวมทั้งวัดไทย เป็นต้น นอกจากนี้ เมื่อเดือน ธันวาคม 2548 และ 2549 สถานทูต ก็ได้จัดงานวันชาติที่ กรุงเฮลซิงกิ แก่ชุมชนไทยในฟินแลนด์เพื่อร่วมกันถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

คุณเกษร พลอยสังวาลย์ เจ้าหน้าที่ด้านกงสุลและงานคลังของสถานทูต

ส่วน ใน ด้านการประชาสัมพันธ์ของสถานทูตนั้น นอกจากอาศัยเว็บไซต์ของสถานทูตแล้ว ก็ได้ขอความร่วมมือทั้งจากวัดไทย ร้านอาหารไทยต่างๆ รวมทั้งสมาคมไทยต่างๆ ในฟินแลนด์ ช่วยในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ข่าวสารและข้อมูลต่างๆ ของสถานทูต ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่ง นอกจากนี้ ก็ได้อาศัยเว็บไซต์ของสมาคมนักเรียนไทย ซึ่งช่วยเป็นอีกกระบอกเสียงหนึ่งให้กับสถานทูตได้ดี สำหรับเว็บไซต์ของสถานทูต คุณเกริกพันธุ์ฯ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานทูตกำลังพยายามพัฒนาเว็บไซต์ให้ดีขึ้น แต่ขณะนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่เนื่องจากทางสถานทูตมีเจ้าหน้าที่จำนวนจำกัดและ มีภารกิจค่อนข้างมาก

ตอนนี้ทางสถานทูตพยายามจะสร้างเครือข่ายไปยังเมืองต่างๆ โดยจะอาศัยคนไทยที่อยู่ในเมืองต่างๆเป็นจุดศูนย์รวมในการเผยแพร่หรือประชาสัมพันธ์ภารกิจต่างๆของสถานทูต หรือข่าวสารทั่วไปคุณเกริกพันธุ์ฯ กล่าว

คุณ เกริกพันธุ์ฯได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า อีกภารกิจหนึ่งที่ทางสถานทูตพยายามดำเนินการคือ การให้คนไทยที่พำนักในฟินแลนด์มาจดทะเบียนกับทางสถานทูต เพื่อสถานทูตจะได้แจ้งให้ทราบได้ทันทีในกรณีที่มีข่าวสารสำคัญหรือเหตุการณ์ เร่งด่วน ส่วนข้อมูลส่วนตัวนั้นทางสถานทูตจะเก็บไว้เป็นความลับและไม่เผยแพร่โดยพลการ

ตามสถิติปี 2007 มีคนไทยอาศัยอยู่ในฟินแลนด์ประมาณ 2.600 คน และโดยที่สถานทูตไทยได้เปิดทำการมาไม่นานและมีเจ้าหน้าที่จำนวนจำกัด ดังนั้น ทางสถานทูตอาจไม่สามารถให้ข้อมูลทางโทรศัพท์ได้มากนัก หากท่านใดต้องการมาติดต่อกับแผนกกงสุล ขอให้ตรวจสอบข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของสถานทูตก่อน โดยเฉพาะการเตรียมเอกสารต่างๆ เพื่อใช้ในการยื่นต่อสถานทูต หรือการทำนิติกรต่างๆ ซึ่งจะมีข้อมูลพื้นฐานให้อยู่แล้ว ที่ www.thaiembassy.fi โดยปกติ แผนกกงสุลจะเปิดให้บริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 . และบริการสอบถามทางโทรศัพท์เวลา 13.00 -16.00 น แต่ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม นั้น เป็นช่วงที่ชาวต่างชาติขอรับการตรวจลงตราเพื่อเดินทางไปประเทศไทยเป็นจำนวน มาก ด้วยภารกิจที่ล้นมือ ดังนั้นในช่วงนี้ทางแผนกกงสุลจะเปิดให้บริการเฉพาะวันจันทร์-พฤหัส เวลา 09.00-12.00

สถานเอกอัครราชทูตไทย ตั้งอยู่ที่

Eteläesplanadi 22 C (3rd Floor), 00130 Helsinki, Finland

Tel. +358 9 612 2640, Fax. +358 9 61226466

 

 


สถานที่ท่องเที่ยวเมืองโรวาเนียมิ

   เมืองโรวาเนียมิ (Rovaniemi) เป็นเมืองที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศฟินแลนด์ โดยสารทางเครื่องจาก

กรุงเฮลซิงกิ ขึ้นทางเหนือ จะใช้เวลาเพียงชั่วโมงครึ่ง เมืองโรวาเนียมิ เป็นนครหลวงของเขตแลปแลนด์ ดินแดนมหัศจรรย์บริเวณเส้นอาร์คติก (เส้นแบ่งเขตอบอุ่นกับเขตหนาวเหนือ)  ในเขตแลปแลนด์ อากาศจะหนาวเย็นกว่าทางตอนใต้ โดยช่วงที่ไปเยือนอยู่ที่ราว ๆ 4 ถึง-8 องศา แถมยังมีลมแรง เรียกได้ว่าเย็นจับขั้วหัวใจ ขนาดไม่ได้ไปช่วงหนาวจัดซึ่งต่ำถึง -30 องศา !!

รูปรอบ ๆ เมืองโรวาเนียมิ

เมืองสโนว์แลนด์ ที่แลปแลนด์

เครื่องดื่ม น้ำเบอร์รี่ร้อน ๆ

 

 

ป้ายเส้นแบ่งเขตอบอุ่นกับเขตหนาวเหนือ

รถเลื่อนเทียมสุนัขฮัสกี้

แลป แลนด์ ซาฟารี (Lapland Safaris)  

เจ้าตีนตะขาบติดสกี

สโนว์โมบิล


หมู่บ้านซันตาคลอสแห่งขั้วโลกเหนือ  เป็นหมู่บ้าน ซันตาคลอส ขนานแท้และดั้งเดิม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเส้นอาร์คติก ที่นี่นอกจากมีบริการถ่ายรูปคู่กับลุงซานต้าซึ่งคิวไม่เคยว่างแล้ว ยังสามารถเลือกสรร ของขวัญ ให้ซันตาคลอสส่งไปให้คนที่ คุณรักเป็นเซอร์ไพร้ส์ในวันคริสต์ มาสด้วย



 


 

 


สถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเฮลซิงกิ

 

  เมืองหลวง กรุงเฮลซิงกิ  มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ที่แนะนำ ในที่นี้ ได้นำเอาเฉพาะสถานที่ ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปกัน สัก 2-3 สถานที่น่ะค่ะ

 เซเนท สแควร์ (Senate Squre) จตุรัสกลางเมืองที่ใช้จัดกิจกรรมใหญ่ ๆ กลางจตุรัสมีอนุสาวรีย์พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ที่ 2 ประดิษฐานอยู่ ถัดไปด้านบนเป็น โบสถ์เฮลซิงกิ เด่นตระหง่านตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมรัสเซีย เนื่องจากถูกปกครองด้วยรัสเซียมานานถึง 100 ปี เดินทะลุตรงจากหน้าจัตุรัสลงมาไม่กี่อึดใจก็จะถึง มาร์เก็ต สแควร์


 

 โบสถ์เทมเปลิโอคิโอ หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม โบสถ์หิน (Rock Church) แต่เดิมเป็นภูหินแกรนิตใหญ่ที่ตั้งเกะกะอยู่กลางเมือง เกือบจะถูกระเบิดทิ้งอยู่รอมร่อ โชคดีที่มีการระดมความเห็นเสนอให้ก่อสร้างเป็นโบสถ์ จนกลายเป็นสถานที่ขึ้นชื่อมาจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่มักจะเดินทางมาประกอบพิธีสมรสกันที่นี่ อาจจะเป็นเพราะลักษณะโบสถ์แห่งนี้เก๋ไก๋ด้วยดีไซน์ ผนังเป็นหินแกรนิต ด้านบนระบายโปร่งให้แสงเข้า หลังคาประดับด้วยลวดทองแดงหนา 1 นิ้ว นำมาขดเป็นวงกลมใหญ่ดูแปลกตา แต่ชวนให้หวาดเสียวไม่ได้สำหรับพวกที่ชอบสาบานให้ฟ้าผ่า

 

  ถนนเอสปลานาดิ (Esplanadi)  เป็นสำหรับนักช้อป ต้องแวะ เป็นแหล่งช้อปปิ้งใจกลางเมือง ซึ่งมีทั้งสินค้าพื้นเมือง และห้างสรรพสินค้าสต๊อก แมนน์ ห้างใหญ่ที่สุดในสแกนดิเนเวีย แต่ยังเล็กกว่าเซ็นทรัล ลาดพร้าวเยอะ   


 

 

 


 

 

 

 

เครือข่ายหญิงไทยในยุโรป

เครือข่ายหญิงไทยยุโรป (Thai Women Network in Europe)

                    ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2547 เป็นองค์กรอาสาสมัครที่มีเอกภาพและมีอิสระในการทำงาน เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มองค์กรและคณะบุคคลที่ทำงานช่วยเหลือคนไทยที่ ประสบปัญหาในประเทศต่าง ๆ ในภาคพื้นยุโรป โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเป็นศูนย์กลางการประสานงานเพื่อช่วยเหลือคนไทย โดยเฉพาะหญิงไทยและเด็กไทยในยุโรป และเพื่อผนึกกำลังสมาชิกและเป็นตัวแทนสมาชิกในการเจรจาหารือกับทางการและ หน่วยงานต่าง ๆ

                    เครือข่ายประกอบตัวแทนจากกลุ่ม/สมาคม/องค์กรหญิง จากประเทศต่าง ๆ ในยุโรป อาทิ องค์กร Amnesty for Women จากเยอรมนี สมาคมธารา จากเยอรมนี ชมรมสตรีไทยในฝรั่งเศส กลุ่มหญิงไทยเพื่อหญิงไทยในสวิสเซอร์แลนด์ กลุ่มเพื่อนไทยในอิตาลี สมาคมสยามเนเธอร์แลนด์ และกลุ่มหญิงไทยในลักเซมเบิร์ก และผู้แทนชาวไทยในประเทศเบลเยียม (ปัจจุบันได้จัดตั้งเป็นกลุ่มเพื่อนไทยในเบลเยียม ตามรายละเอียดข้างบน)

                     ล่าสุด ได้มีการประชุมสามัญประจำปีของเครือข่ายหญิงไทยในยุโรป ขึ้นในวันที่ 19-21 พฤษภาคม 2549 ที่ประเทศอิตาลี ณ ห้องประชุมการท่องเที่ยวนานาชาติ ที่ Azienda Autonoma di Soggiorno & Turismo di Sorrento (Circolo dei Forestieri) Via Luigi de Maio N. 35, 80067 Sorrento, NA , Italy โดยหวังว่าการประชุมจะมีผลที่เป็นรูปธรรมเพื่อสามารถเป็นข้อเสมอให้ภาครัฐ ได้นำไปประกอบการพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาในทางที่ถูกต้อง และสามารถสานต่อความร่วมมือร่วมกับองค์กรต่าง ๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยและสตรีไทยในยุโรปต่อไปได้อย่างยั่งยืน


 


 


 


MV การประชุม เครือข่ายหญิงไทยในยุโรป วันที่ 19-21 พฤษภาคม 2549

 

เคล็ดลับฟินแลนด์สร้างการศึกษาอันดับ1 ของโลก

ดร.อำรุง จันทวานิช เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กล่าวว่า "สกศ.มีโครงการศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนาการศึกษาไทยกับนานาชาติ โดยล่าสุดมีการศึกษาเปรียบเทียบปับประเทศฟินแลนด์ เนื่องจากผลการจัดอันดับในระดับนานาชาติ ฟินแลนด์อยู่ในอันดับ 1 ซึ่งผลการศึกษาพบว่า

1.  การศึกษาของฟินแลนด์มีนโยบายสนับสนุนที่สำคัญ คือ การให้โอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยมีระบบบริหารการศึกษา คือ ระดับก่อนประถมศึกษา มีหน่วยงานท้องถิ่นรับผิดชอบ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้และการดำรงชีวิต รัฐบาลสนับสนุนงบ 85% เริ่มรับเด็กอายุ 7 ขวบ เรียนจำกัดห้องละ 13-20 คน เรียนไม่เกินวันละ 5 ชั่วโมง เน้นการเรียนการสอนและการเล่นต่างด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย

2. สำหรับระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน นั้น เทศบาลเป็นผู้รับผิดชอบ กฎหมายฟินแลนด์กำหนดให้เด็กทุกคนเรียนการศึกษาภาคบังคับถึงมัธยมศึกษาตอนต้น มีเป้าหมายมุ่งส่งเสริมและพัฒนามนุษยธรรม คุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม หลักสูตรแกนกลางกำหนดโดยคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ มีเทศบาลและโรงเรียนร่วมจัดทำหลักสูตรโรงเรียนตามกรอบของหลักสูตรกลาง แต่วิธีการเรียนการสอนครุจะเลือกตามความเหมาะสมของเนื้อหา โดยประเมินผล 3 ประการ คือ การแนะแนว การส่งเสริมการเรียน และการพัฒนาทักษะของเด็ก

3. การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สามัญศึกษาและอาชีวศึกษา โดยรัฐสนับสนุนงบประมาณให้ผู้เรียนเกือบทั้งหมด ยกเว้นค่าใช้จ่ายเรื่องอุปกรณ์การเรียน ส่วนระดับอุดมศึกษาแบ่งเป็น 2 ประเภทคู่ขนานกัน
1.  สถาบันโปลีเทคนิค เน้นมาตรฐานด้านอาชีพ ตามความต้องการตลาดแรงงาน ดำเนินการโดยรัฐบาล เทศบาล และเอกชน รัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือนักศึกษาด้วยการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา
2.  มหาวิทยาลัย เน้นด้านวิชาการ การวิจัย และการศึกษา มหาวิทยาลัยทั้งหมดเป็นของรัฐ โดยจะรับผู้อบรมผ่าน Matriculation Examination, International Baccalaureate[IB], European Baccalaureate[EB] หรือ Reifprufung Examination และผู้ที่จบจากสถาบันโปลีเทคนิค ซึ่งมีคูรสมบัติด้านอาชีวศึกษา อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยก็ยังมีสิทธิพิจารณานอกเหนือจากนี้ได้ มีการจัดสรรงบให้มหาวิทยาลัยเพื่อทำการวิจัยตามข้อกำหนด

ด้านตัวครูและบุคลากรทางการศึกษา ฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับคุณวุฒิและความเชี่ยวชาญของครู และบุคลากรทางการศึกษา ดังนี้

1.  อาจารย์ ประจำชั้น กำหนดให้ศึกษาในคณะศึกษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ในระดับปริญญาโท และต้องมีการฝึกสอน ทดลอง และวิจัยในโรงเรียนสาธิต สำหรับครุอนุบาลและศูนย์เด็กเล็กกำหนดให้ครูมีวุฒิปริญญาตรี ส่วนครูผู้เชี่ยวชาญด้านอนุบาลต้องมีคุณวุฒิระดับปริญญาโท
2.  อาจารย์ประจำ วิชา กำหนดให้เรียนในคณะวิชาที่ต้องสอนก่อนแล้วจึงศึกษาต่อในคณะศึกษาศาสตร์ของ มหาวิทยาลัยต่างๆ ดังนั้น จึงต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท รวมทั้งมีข้อกำหนดพิเศษสำหรับครูการศึกษาพิเศษและครูแนะแนวต้องมีคุณวุฒิ ระดับปริญญาโทด้านการศึกษาพิเศษและการแนะแนว
3.  อาจารย์ในสถาบันอาชีวศึกษา และสถาบันโปลีเทคนิค กำหนดให้ศึกษาในคณะศึกษาศาสตร์ และมีการฝึกหัดด้านการอาชีวศึกษาและให้สอนในโรงเรียนอาชีวศึกษาที่จัดโดย ความร่วมมือกับสถาบันโปลีเทคนิค” ดร.อำรุง กล่าวในที่สุด

ทั้งนี้ ครูมีฐานะเป็นพนักงานเทศบาล ข้าราชการ หรือลูกจ้างของรัฐ และแต่หน่วยงานที่จ้างครู อัตรเงินเดือนเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างสหภาพครู รัฐ และหน่วยงานจ้าง 
 

ที่มา : ข่าวจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

 เคล็ดลับฟินแลนด์สร้างการศึกษาอันดับ 1 ของโลก พร้อมหมุน360 องศามามองไทย

เมียฝรั่งค่านิยมผู้หญิงอีสาน

   ผล วิจัยชี้ "บริโภคนิยม" ทำหญิงอีสานดิ้นอยากแต่งฝรั่ง นักวิชาการระบุ แนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เพราะเห็นช่องทางชีวิตดีกว่า นศ.ระดับปริญญายังเอ่ยปาก "ถ้าย้อนเวลาได้อยากมีแฟนฝรั่ง" ผอ.สพท.ขอนแก่น เขต 5 เผยมีเมียฝรั่งกระจายอยู่ทุกอำเภอ บางหมู่บ้านสืบทอดรุ่นต่อรุ่นจนเป็นเรื่องปกติ

   ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 1 ระบุว่า รู้สึกตัวชาเมื่อคราวได้ยินเด็กระดับอนุบาลบอกว่า "โตขึ้นหนูจะเป็นเมียฝรั่ง" เพราะเชื่อว่าทำให้รวย มีบ้านหลังใหญ่ ซึ่งเป็นการยึดติดวัตถุมากกว่าจิตใจ โดยปลัดกระทรวงวัฒนธรรมบอกว่า เพราะเด็กเห็นคนเป็นเมียฝรั่งมีความเป็นอยู่สบาย จึงซึมซับแนวคิดนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันดูแลแก้ไขนั้น
   จากรายงานผลการศึกษาวิจัยของ สศช. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกี่ยวกับหญิงไทยในภาคอีสานที่สมรสกับชาวต่างชาติ ระบุว่า ประมาณปี 2546 ที่ผ่านมา มีคู่สมรสหญิงไทยกับชาวต่างชาติจำนวน 19,594 คู่ จาก 19 จังหวัดภาคอีสาน โดยได้สำรวจภาคสนามจำนวน 219 ตัวอย่าง ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย ร้อยเอ็ด และบุรีรัมย์  หญิงที่แต่งงานกับชาวต่างชาติมีอายุต่ำสุด 17 ปี สูงสุด 60 ปี กลุ่มอายุระหว่าง 21-30 ปี มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 44.9 อายุระหว่าง 31-40 ปี คิดเป็นร้อยละ 39.7 อายุระหว่าง 41-50 ปี ร้อยละ 11.8 อายุระหว่าง 51-60 ปี ร้อยละ 0.7 อายุ 61 ปีขึ้นไป ร้อยละ 0.7 อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 2.2

               

     หญิงไทยที่แต่งงานกับคนต่างชาติจบการศึกษาระดับประถมศึกษาร้อยละ 69 รองลงมาคือระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 24 รายได้ของหญิงไทยในอีสานก่อนแต่งงานอยู่ที่ 2,900-4,600 บาท/คน/เดือน แต่หลังแต่งมีรายได้สำหรับใช้จ่ายส่วนตัวมากถึง 45,000 บาท/คน/เดือน โดยคู่สมรสชาวต่างชาติของหญิงไทยในภาคอีสาน ส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป ได้แก่ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และอังกฤษ ซึ่งสามีชาวต่างชาติส่วนใหญ่มีหน้าที่การงานที่มั่นคงและรายได้สูง เฉลี่ยเดือนละ 120,000-200,000 บาท จากการศึกษาวิจัยหญิงไทยในภาคอีสานทั้งก่อนและหลังแต่งงานกับชาวต่างชาติ พบว่าส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เมื่อวิถีการดำรงชีวิตเปลี่ยนไปโดยกลายเป็น "บริโภคนิยม" ทำให้เกิดค่านิยมเรื่องการแต่งงานกับชาวต่างชาติในกลุ่มหญิงไทย ซึ่งจากการวิจัยของนักวิจัยหลายสถาบันก็มีทั้งผลดีและผลเสีย  เมื่อเด็กๆ รับรู้ว่าการแต่งงานกับชาวต่างชาติทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ก็อยากยกฐานะตัวเองขึ้นมาด้วยวิธีนี้เช่นกัน เพราะเขาเห็นฐานะที่ร่ำรวยขึ้น มีรถยนต์ขับ หรือนั่งเครื่องบินไปต่างประเทศ ก็อาจทำให้คนรุ่นหลังคิดว่าวิธีการเช่นนี้จะทำให้ฐานะทางครอบครัวดีขึ้น แต่ในบางแง่มุมก็อาจมีข้อเสียก็ได้ แต่เขาไม่ได้รับรู้ในส่วนนั้น "แต่ในทางกลับกัน แม้ว่าเด็กจะอยากแต่งงานกับชาวต่างชาติมากขึ้น กลับไม่มีผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อ เพราะเด็กยังสนใจที่จะเรียนต่อให้สูงที่สุด มีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นที่คิดว่าเรียนไปก็หางานยาก จึงอยากรวยทางลัด ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเชื่อว่าพื้นฐานทางครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญ สภาพทางสังคมและการบริโภคนิยมเป็นตัวช่วยผลักดัน ทำให้คาดการณ์ว่าแนวโน้มเยาวชนอยากแต่งงานกับชาติต่างชาติมีสูงขึ้น" นายมนตรี กล่าว 

      ด้าน รศ.ดร.ศุภวัฒนากร วงศ์ธนวสุ อาจารย์ประจำวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่าในปัจจุบันวัยรุ่นมองไม่เห็นช่องทางหรือโอกาสในการก้าวหน้า เพราะผู้ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี-โท ก็ตกงานถมเถไป หรือมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย เคยสอบถามนักศึกษาบางกลุ่มในระดับอุดมศึกษาว่า คิดอย่างไรกับการแต่งงานข้ามชาติ มีนักศึกษาบางรายที่มีแฟนแล้วตอบว่า "ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็อยากจะมีแฟนเป็นชาวต่างชาติ" เพราะเปลี่ยนแปลงชีวิตทันตาเห็น เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ทั้งบ้าน รถ และเงินทอง ชี้ให้เห็นถึงทัศนคติว่า คนเชื่อมโยงกับสังคมวัตถุนิยมมากขึ้น เป็นตัวกระตุ้นให้คนมีความอยากมากขึ้น ใจร้อนมากขึ้น ไม่รอเก็บเงินเก็บทองเพื่อสร้างฐานะแต่อยากจะใช้วิธีนี้แทน เรียกได้ว่า "ใช้เศรษฐกิจเป็นตัวนำสังคม" นาย อธิปปรัชญ์ ทัดพิชยางกูร ผอ.สพท.ขอนแก่น เขต 5 ซึ่งดูแลเขตพื้นที่ อ.ชุมแพ หนองเรือ ภูเวียง เวียงเก่า หนองนาคำ ภูผาม่าน และ สีชมพู กล่าวว่า ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ พบว่ามีหญิงไทยแต่งงานกับสามีฝรั่งกระจายอยู่ทุกอำเภอ บางหมู่บ้านมีลักษณะสืบทอดรุ่นต่อรุ่น เมื่อเด็กนักเรียนหรือเยาวชนเห็นฝรั่งในเขตชุมชนก็จะกลายเป็นเรื่องปกติ และอาจกลายเป็นค่านิยมที่ทำให้เด็กอยากมีสามีเป็นชาวต่างชาติ

     "ครั้งหนึ่งผมเคยสอบถามเด็กนักเรียนในสังกัด บอกว่า หลังจบการศึกษาภาคบังคับแล้ว จะไปอยู่ต่างประเทศ เนื่องจากคนในหมู่บ้านชักชวนไปทำงานบ้าน เพราะหากจะศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ครอบครัวก็ไม่มีเงินส่งเรียน เนื่องจากมีฐานะยากจน ครั้งหนึ่งผมเดินทางไปที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย พบลูกศิษย์รายหนึ่งที่มีโอกาสได้เรียนต่อต่างประเทศ เพราะพี่สาวได้แฟนเป็นชาวออสเตรเลียน สิ่งเหล่านี้เมื่อเยาวชนอื่นได้รับรู้ก็ใฝ่ฝันอยากได้สามีฝรั่ง ซึ่งยอมรับว่าค่านิยมแต่งงานกับชาวต่างชาติได้ค่อยๆ ซึมซับเข้าไปในความคิดของเยาวชนในปัจจุบัน"  นายอธิปปรัชญ์ กล่าว 

 

ภาพข่าวจากอินเทอร์เน็ต