ห้องเรียนภาษาอังกฤษ

คำคม

คำคมความรัก 1. คำคมภาษาอังกฤษ = "The best and most beautiful things cannot be seen or even touched, they must be felt with the heart."
- - Anonymous - -
สิ่งที่สวยงามที่สุดมิอาจสัมผัสได้โดยสัมผัสทางกาย ทว่าต้องรับรู้ผ่านหัวใจ

คำคมความรัก 2. คำคมภาษาอังกฤษ = "When you love someone..you'll do anything to reach the heart of the one you love."
"เมื่อคุณรักใครสักคน...คุณจะทำทุกอย่างเพื่อชนะใจเขา"

คำคมความรัก 3. คำคมภาษาอังกฤษ = "When you feel true love...you follow the way of the heart."
"เมื่อมีรักแท้...คุณก็พร้อมที่จะไปตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ"

คำคมความรัก 4. คำคมภาษาอังกฤษ = "When you're in love..life is like a romance novel that you never want to end."
"เมื่อคุณอยู่ในห้วงแห่งรัก ..ชีวิตก็เหมือนดั่งนิยายที่คุณอ่านไม่จบ"

คำคมความรัก 5. คำคมภาษาอังกฤษ = "True love is like a jigsaw puzzle. The pieces will find themselves when they are right for each other."
- - Anonymous - -
ความรักที่แท้จริงก็เหมือนกับเกมจิ๊กซอร์ ชิ้นส่วนทั้งหมดจะสามารถค้นพบตัวเองได้
ก็ต่อเมื่อแต่ละชิ้นสามารถหาชิ้นที่"ใช่"สำหรับตัวมันเอง

คำคมความรัก 6. คำคมภาษาอังกฤษ = "To love is nothing. To be loved is something. To love and be loved is everything!!"
- - Anonymous - -
การได้รักเป็นเพียงความว่างเปล่า การเป็นที่รักเป็นเพียงแค่บางสิ่งบางอย่าง
ส่วนการได้รักและการเป็นที่รัก นั้นคือทุกสิ่ง

คำคมความรัก 7. คำคมภาษาอังกฤษ = "It's not too hard to find some love
but it's also not easy to make that love to be forever."
- - Anonymous - -
อันความรักไม่ใช่เรื่องยากที่จะได้มา และมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ที่จะรักษาความรักนั้นให้อยู่เป็นนิรันดร์

คำคมความรัก 8. คำคมภาษาอังกฤษ = "Life is beautiful with people like you in it."
- - Anonymous - -
ชีวิตช่างงดงามนัก เมื่อมีคนอย่างคุณอยู่ด้วย

คำคมความรัก 9. คำคมภาษาอังกฤษ = "The only abnormality is the incapacity to love."
- - Anonymous - -
ได้มีรักและสูญเสียมันไป ยังดีเสียกว่า ไม่รู้จักความรักเลย

คำคมความรัก 10. คำคมภาษาอังกฤษ = "Thoughts of you brighten up my day."
- - Anonymous - -
แค่คิดถึงคุณ ก็ทำให้วันของฉัน...สดชื่น

คำคมความรัก 11. คำคมภาษาอังกฤษ = "To LOVE is to GIVE."
- - Anonymous - -
ความรักคือการให้

คำคมความรัก 12. คำคมภาษาอังกฤษ = "When you love someone, say it. Say it loud. Say it right away, or the moment...just passes you by."
- - Anonymous - -
เมื่อไหร่ที่คุณรักใครสักคน จงบอกเขา บอกไปเลยดังๆ ว่า คุณรักเขามากแค่ไหน
อย่าปล่อยจนถึงวันที่เขาไม่อยู่ให้คุณบอกรัก

คำคมความรัก 13. คำคมภาษาอังกฤษ = "Love is composed of a single soul inhabiting two bodies."
- - Anonymous - -
ความรักคือ การรวมจิตวิญญาณของคนสองคนให้เป็นหนึ่ง

คำคมความรัก 14. คำคมภาษาอังกฤษ = "If I can stop one heart from breaking, I shall not live in vain."
- - Anonymous - -
ถ้าฉันสามารถหยุดหัวใจดวงนี้ไม่ให้แตกสลายได้ ฉันคงไม่อยู่อย่างเศร้าโศกเช่นนี้

คำคมความรัก 15. คำคมภาษาอังกฤษ = "If you love something...let it go, if it comes back to you it was truly meant to be."
- - Anonymous - -
ถ้าคุณรักในใครซักคน จงปล่อยให้เขาเป็นอิสระ เพราะถ้าคู่กันแล้ว ก็ไม่แคล้วกัน

คำคมความรัก 16. คำคมภาษาอังกฤษ = "It's easy to say 'I LOVE YOU'. But only 'I DO' says you're really one, for always..."
- - Anonymous - -
คําว่ารักใครก็พูดได้ แต่สิ่งสําคัญกว่านั้นคือรักที่รักจริงๆ จากหัวใจ

คำคมความรัก 17. คำคมภาษาอังกฤษ = "Love can make you happy but often times it hurts, but love is only special when you give it to who its worth."
- - Anonymous - -
ความรักรังสรรค์ความสุข แต่บ่อยครั้งก็สร้างความเจ็บปวด
ทว่า..เมื่อคุณให้ความรักแก่คนที่สมควรได้รับ..ความรักนั้นจะมากค่า

คำคมความรัก 18. คำคมภาษาอังกฤษ = "Love has no control and neither does one's mind when they are in love."
- - Anonymous - -
ความรักไม่มีกฎเกณฑ์บังคับ ไฉนเราจะบังคับคนที่กำลังมีความรักได้

คำคมความรัก 19. คำคมภาษาอังกฤษ = "True love lasts forever."
- - Anonymous - -
ความรักที่แท้จริงเป็นอมตะ

คำคมความรัก 20. คำคมภาษาอังกฤษ = "Some people think that it's holding on that makes one strong, Sometimes it's letting go."
- - Anonymous - -
บางคนคิดว่า การได้ครอบครองในสิ่งที่รัก จะทำให้รู้สึกมั่นคงในรัก แต่บางทีการให้อิสระ อาจจะมีค่ามากกว่านั้น

คำคมสอนใจ

คำคมสอนใจ 1. คำคมภาษาอังกฤษ = Some dream of worthy accomplishments, while others stay awake and do them.

บางคนฝันที่จะประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ในขณะที่บางคนกำลังลงมือกระทำ

คำคมสอนใจ 2. คำคมภาษาอังกฤษ = The determined man finds the way, the other finds an excuse or alibi.

ผู้ที่แน่วแน่และมุ่งมั่นจะหาหนทางแก้ปัญหา ในขณะที่คนอื่นจะหาหนทางแก้ตัว

คำคมสอนใจ 1. คำคมภาษาอังกฤษ = If you always do what interests you, then at least one person is pleased.

ถ้าคุณลงมือทำในสิ่งที่คุณสนใจอยู่เสมอ อย่างน้อยจะมีคนคนหนึ่งที่พอใจ

คำคมสอนใจ 2. คำคมภาษาอังกฤษ = True love is like a jigsaw puzzle. The pieces will find themselves
when they are right for each other.

ความรักที่แท้จริงก็เหมือนกับเกมจิ๊กซอร์ ชิ้นส่วนทั้งหมดจะสามารถค้นพบตัวเองได้ ก็ต่อเมื่อแต่ละชิ้นสามารถหาชิ้นที่"ใช่"สำหรับตัวมันเอง

คำคมสอนใจ 3. คำคมภาษาอังกฤษ = You get the best out of others when you give the best of yourself.

คุณจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดของคนอื่น เมื่อคุณได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดของคุณไป

คำคมสอนใจ 4. คำคมภาษาอังกฤษ = The secret of success in life is to be ready for your opportunity when it comes.

ความลับของความสำเร็จคือเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอสำหรับโอกาสที่มาถึง

คำคมสอนใจ 5. คำคมภาษาอังกฤษ = The best and most beautiful things cannot be seen or even touched, they must be felt with the heart.

สิ่งที่สวยงามที่สุดมิอาจสัมผัสได้โดยสัมผัสทางกาย ทว่าต้องรับรู้ผ่านหัวใจ

คำคมสอนใจ 6. คำคมภาษาอังกฤษ = The only thing in life achieved without effort is failure.

มีเพียงสิ่งเดียวในชีวิตที่จะสามารถพิชิตได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายคือความล้มเหลว

คำคมสอนใจ 7. คำคมภาษาอังกฤษ = To love is nothing. To be loved is something.
To love and be loved is everything!!

คำคมสอนใจ 8. การได้รักเป็นเพียงความว่างเปล่า การถูกรักเป็นเพียงแค่บางสิ่งบางอย่าง
ส่วนการได้รักและการถูกรัก นั้นเป็นทุกอย่าง

คำคมสอนใจ 9. *ความหอมของคนดี ย่อมหอมทวนลม

คำคมสอนใจ 10. *พึงตามระวังจิตของตน

คำคมสอนใจ 11. *ถ้าไม่ทำความดี ชีวิตอยู่ร้อยปีก็ไม่มีค่า

คำคมสอนใจ 12. *ถ้าไม่ทำความดีที่บนดิน จะถวิลถึงสวรรค์นั้นอย่าหมาย

คำคมสอนใจ 13. *ลิขิตเป็นของฟ้า ชะตาเป็นของคน ชะตาดีหรือร้าย อยู่ที่การกระทำของตัวเราเอง

คำคมสอนใจ 15. *แสงสว่างทำลายความมึด ปัญญาทำลายความโง

คำคมสอนใจ 16. *ดูตัวเอง คอยเฝ้าดูความผิด ดูญาติมิตร ให้พินิจความดี

คำคมสอนใจ 17. *แสวงหาลาภจากการทำงาน ดีกว่าบนบานบวงสรวง

คำคมสอนใจ 18. *ยิ่งเกลียดยิ่งใกล้ ยิ่งรัก ยิ่งไกล

คำคมสอนใจ 19. *คนฉลาดที่ขาดคุณธรรม เป็นผู้นำที่ดีไม่ได้

คำคมสอนใจ 20. *ความคิดที่ดีที่สุดของเรา มักจะมาจากผู้อื่น

คำคมสอนใจ 21. *รู้จักคนทั่วโลก แต่รู้จักใจได้ไม่กี่คน

คำคมสอนใจ 22. *โมหะ เป็นตาข่ายที่สุดร้ายในชีวิต

คำคมสอนใจ 23. *ต่างคนต่างความคิด จะกำหนดให้เป็นอย่างเดียวกันไม่ได้

คำคมสอนใจ 24. *ความผิดเป็นครูก็จริง แต่อย่าทำผิดซ้ำ

คำคมสอนใจ 25. *ศีลธรรมไม่มีวันเสื่อม แต่คนต่างหากที่เสื่อมจากศีลธรรม

คำคมสอนใจ 26. *จงอย่าทำบาปเพราะเห็นแก่ตัว อย่าทำชั่วเพราะเห็นแก่คนอื่น

คำคมสอนใจ 27. *เมื่อบุคคลไม่มีสิ่งที่ตนชอบ บุคคลนั้นต้องชอบสิ่งที่ตนมี

คำคมสอนใจ 28. *คนไหนที่พูดไม่จริง เสียงนั้น...สู้เสียงไก่ขันและหมาเ***ไม่ได้

คำคมสอนใจ 29. *มองทางโลก...ให้มองทางต่ำ แต่ถ้ามองทางธรรม ..ให้มองทางสูง

คำคมสอนใจ 30. *เมื่อรู้ว่าการใดเป็นประโยชน์ พึงรีบทำการนั้น

http://entertain.tidtam.com/data/12/0065-1.html
ขอบพระคุณมากค่ะ สำหรับคำคมแสนไพเราะ

คำสอนของหลวงปู่ดูลย์ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ GIFTS HE LEFT BEHIND

ทีมงานเมอร์เมดได้พบบทความนี้ใน e4thai ของอาจารย์พิพัฒน์ คิดว่าจะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านที่สนใจทั้งเรื่องของภาษาอังกฤษและศาสนา และหากท่านใดอยากจะอ่านคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ เชิญติดตามได้ที่เว็บไซต์

http://www.wimutti.net/pudule/index.htm

http://www.accesstoinsight.org/lib/thai/dune/giftsheleft.html

หลวงปู่ฝากไว้

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

เนื่องด้วยแต่เดิมมี "หลวงปู่ฝากไว้" อยู่ใน Internet แล้ว แต่ในปัจจุบันไม่สามารถใช้งานได้ ผู้เขียน(webmaster)http://www.nkgen.com/pudule.htmเล็งเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าถ่ายทอดบันทึกไว้ให้กว้างขวาง เพื่อให้นักปฏิบัติตลอดจนอนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้ากันได้ เพราะข้อคิดข้อธรรมใน "หลวงปู่ฝากไว้"ของพระอริยเจ้า หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ที่บันทึกถ่ายทอดมาโดยพระโพธินันทะมุนี (สมศักดิ์ ปฺณฑิโต)นั้นเป็นข้อคิดข้อธรรม ตลอดจนปริศนาธรรมที่สั้นกระชับแต่กินความหมายอันลึกซึ้ง ซึ่งถ้ากระทำการโยนิโสมนสิการด้วยความเพียรแล้ว จะทำให้เข้าใจในสภาวธรรม ตลอดจนแนวการปฏิบัติได้เป็นอย่างดี สมควรที่จะเผยแผ่แก่ผู้ที่สนใจ จึงได้บันทึกตามต้นฉบับในหนังสือ "อตุโล ไม่มีใดเทียม" โดยแบ่งเป็นฉบับย่อยๆเพื่อความสะดวกในการเข้าเว็บ [และมีคำอธิบายในวงเล็บสีม่วงท้ายข้อธรรมในบางข้อของท่านโดยผู้เขียนเอง(webmaster) เพื่อให้ผู้อ่านได้เน้นพิจารณา เพื่อให้เห็นสภาวธรรมบางประการที่ท่านได้กล่าวสอนฝากไว้ได้ชัดง่ายขึ้นบ้าง]

พนมพร

ธรรมะปฏิสันถาร

เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมหลวงปู่เป็นการส่วนพระองค์ เมื่อทั้งสองพระองค์ทรงถามถึงสุขภาพอนามัยและการอยู่สำราญแห่งอริยาบถของหลวงปู่ ตลอดถึงทรงสนทนาธรรมกับหลวงปู่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปุจฉาว่า "หลวงปู่ การละกิเลสนั้นควรละกิเลสอะไรก่อน" ฯ

หลวงปู่ถวายวิสัชนา

"กิเลสทั้งหมดเกิดรวมที่จิต ให้เพ่งมองดูที่จิต อันไหนเกิดก่อนให้ละอันนั้นก่อน"

[Webmaster-เป็นการปฏิบัติจิตตานุปัสสนาและเวทนานุปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ กล่าวคือ จิตหรือสติเห็นอาการของจิต(เจตสิก)ดัง ราคะ โทสะ โมหะ จิตฟุ้งซ่าน จิตหดหู่ ฯ. หรือจิตเห็นเวทนา กล่าวคือสติเห็นอันใดแล้วก็ละในสิ่งนั้นๆกล่าวคืออุเบกขาเสียนั่นเอง]

หลวงปู่ไม่ฝืนสังขาร

ทุกครั้งที่ล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์เสด็จเยี่ยมหลวงปู่ หลังจากเสร็จพระราชกรณียกิจในการเยี่ยมแล้ว เมื่อจะเสด็จกลับทรงมีพระราชดำรัสคำสุดท้ายว่า "ขออาราธนาหลวงปู่ให้ดำรงค์ขันธ์อยู่เกินร้อยปี เพื่อเป็นที่เคารพนับถือของปวงชนทั่วไป หลวงปู่รับได้ไหม"ฯ

ทั้งๆที่พระราชดำรัสนี้เป็นสัมมาวจีกรรม ทรงประทานพรแก่หลวงปู่โดยพระราชอัธยาศัย หลวงปู่ก็ไม่กล้ารับ และไม่อาจฝืนสังขาร จึงถวายพระพรว่า

"อาตมาภาพรับไม่ได้หรอก แล้วแต่สังขารจะเป็นไปของเขาเอง."

[Webmaster-แสดงสภาวธรรมหรือธรรมชาติของสังขารทั้งปวง แม้แต่ในสังขารกายของพระอริยเจ้า]

ปรารภธรรมะเรื่องอริยสัจสี่

พระเถระฝ่ายกัมมัฏฐานเข้าถวายสักการะหลวงปู่ในวันเข้าพรรษาปี ๒๔๙๙ หลังฟังโอวาทและข้อธรรมะอันลึกซึ้งข้ออื่นๆ แล้วหลวงปู่สรุปใจความอริยสัจสี่ให้ฟังว่า

จิตที่ส่งออกนอก
เป็นสมุทัย

ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก
เป็นทุกข์

จิตเห็นจิต
เป็นมรรค

ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต
เป็นนิโรธ

[Webmaster-ข้อธรรมแสดงหลักธรรมอริยสัจ ๔ รวมทั้งหลักปฏิบัติต่อจิต ทั้งเวทนานุปัสสนาและจิตตานุปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ อย่างแจ่มแจ้ง]

สิ่งที่อยู่เหนือคำพูด

อุบาสกผู้คงแก่เรียนผู้หนึ่ง สนทนากับหลวงปู่ว่า "กระผมเชื่อว่า แม้ในปัจจุบันพระผู้ปฏิบัติถึงขั้นได้บรรลุมรรคผลนิพพานก็คงมีอยู่ไม่น้อย เหตุใดท่านเหล่านั้นจึงไม่แสดงตนให้ปรากฎ เพื่อให้ผู้สนใจปฏิบัติทราบว่าท่านได้บรรลุถึงคุณธรรมนั้นแล้ว เขาจะได้มีกำลังใจและความหวัง เพื่อเป็นพลังเร่งความเพียรในทางปฏิบัติให้เต็มที่" ฯ

หลวงปู่กล่าวว่า

"ผู้ที่เขาตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดว่าเขารู้แล้วซึ่งอะไร เพราะสิ่งนั้นมันอยู่เหนือคำพูดทั้งหมด"

[เป็นปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตน และการรู้ ล้วนเป็นเพียงรู้เพื่อนิพพิทาญาณ เพื่อการปล่อยวางเป็นสำคัญ]

หลวงปู่เตือนพระผู้ประมาท

ภิกษุผู้อยู่ด้วยความประมาท คอยนับจำนวนศีลของตนแต่ในตำรา คือมีความพอใจภูมิใจกับจำนวนศีลที่มีอยู่ในพระคำภีร์ ว่า ตนนั้นมีศีลถึง ๒๒๗ ข้อ

"ส่วนที่ตั้งใจปฏิบัติให้ได้นั้น จะมีสักกี่ข้อ"

[Webmaster-กล่าวแสดง การพ้นทุกข์ว่าไม่ใช่ด้วยการถือศีลแต่ฝ่ายเดียว ต้องประกอบด้วยการมีจิตที่มี สติ สมาธิที่หมายถึงตั้งใจมั่น เพื่อให้บรรลุถึงปัญญา]

จริง แต่ไม่จริง

ผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน ทำสมาธิภาวนา เมื่อปรากฎผลออกมาในแบบต่างๆ ย่อมเกิดความสงสัยขึ้นเป็นธรรมดา เช่น เห็นนิมิตในรูปแบบที่ไม่ตรงกันบ้าง ปรากฎในอวัยวะของตนเองบ้าง ส่วนมากมากราบเรียนหลวงปู่เพื่อให้ช่วยแก้ไข หรือแนะอุบายปฏิบัติต่อไปอีก มีจำนวนมากที่ถามว่า ภาวนาแล้วก็เห็น นรก สรรรค์ วิมาน เทวดา หรือไม่ก็เป็นองค์พระพุทธรูปปรากฎอยู่ในตัวเรา สิ่งที่เห็นเหล่านี้เป็นจริงหรือ ฯ

หลวงปู่บอกว่า

"ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง"

[Webmaster-หมายเตือนเรื่องนิมิต ที่ไปยึดหมาย อันจะก่อให้เกิดวิปัสสนูปกิเลสเป็นที่สุด, หลวงปู่กล่าวดังนี้เพราะ ผู้ที่เห็นนั้น เขาก็อาจเห็นจริงๆตามความรู้สึกนึกคิดหรือสังขารที่เกิดขึ้นจากส่วนหนึ่งของสัญญาเขา เพียงแต่ว่าสิ่งที่เห็นนั้น ไม่ได้เป็นจริงตามนั้น อ่านรายละเอียดความเป็นไปได้ในบทนิมิตและภวังค์]

แนะวิธีละนิมิต

ถามหลวงปู่ต่อมาอีกว่า นิมิตทั้งหลายแหล่ หลวงปู่บอกยังเป็นของภายนอกทั้งหมด จะเอามาทำอะไรยังไม่ได้ ถ้าติดอยู่ในนิมิตนั้นก็ยังอยู่แค่นั้น ไม่ก้าวต่อไปอีก จะเป็นด้วยเหตุที่กระผมอยู่ในนิมิตนี้มานานหรืออย่างไร จึงหลีกไม่พ้น นั่งภาวนาทีไร พอจิตจะรวมสงบก็เข้าถึงภาวะนั้นทันที หลวงปู่โปรดได้แนะนำวิธีละนิมิตด้วยว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ผล

หลวงปู่ตอบว่า

เออ นิมิตบางอย่างมันก็สนุกดี น่าเพลิดเพลินอยู่หรอก แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้นมันก็เสียเวลาเปล่า วิธีละได้ง่ายๆก็คือ อย่าไปดูสิ่งที่ถูกเห็นเหล่านั้น "ให้ดูผู้เห็น แล้วสิ่งที่ไม่อยากเห็นนั้นก็จะหายไปเอง"

[Webmaster-ผู้เห็น หมายถึงจิตหรือสติ จึงหมายถึงกลับมาอยู่กับสติเสียนั่นเอง, ส่วนผู้ที่เห็นนิมิตอยู่เสมอๆเนื่องจากการปฏิบัติสั่งสมดังนั้นมานานโดยไม่รู้คือตามหรือเชื่อในนิมิต จนเป็นสังขารองค์ธรรมในปฏิจจสมุปบาทธรรมนั่นเอง จึงมักเกิดขึ้นเองเสมอๆ แม้โดยไม่ได้เจตนา]

เป็นของภายนอก

เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๒๔ หลวงปู่อยู่ในงานประจำปี วัดธรรมมงคล สุขุมวิท กรุงเทพฯ มีแม่ชีพราหมณ์หลายคนจากวิทยาลัยครูพากันเข้าไปถาม ทำนองรายงานผลของการปฏิบัติวิปัสสนาให้หลวงปู่ฟังว่า เขานั่งวิปัสสนาจิตสงบแล้ว เห็นองค์พระพุทธรูปในหัวใจของเขา บางคนว่า ได้เห็นสวรรค์เห็นวิมานของตนเองบ้าง บางคนว่าเห็นพระจุฬามณีเจดีย์สถานบ้าง พร้อมทั้งภูมิใจว่าเขาวาสนาดี ทำวิปัสสนาได้สำเร็จ

หลวงปู่อธิบายว่า

"สิ่งที่ปรากฎเห็นทั้งหมดนั้น ยังเป็นของภายนอกทั้งสิ้นจะนำเอามาเป็นสาระที่พึ่งอะไรยังไม่ได้หรอก."

[Webmaster-เป็นเพียงสังขารขึ้นมา ไม่ใช่ของเที่ยงแท้ที่นำพาให้พ้นทุกข์ หรือดับภพชาติ จึงยังไม่เป็นสาระที่ไปยึดหมาย สิ่งที่เห็นยังเป็นเพียงนิมิตอยู่เท่านั้นเอง และพึงแยกแยะหรือพิจารณาให้ดีว่ามาปฏิบัติสมถสมาธิ(สมาธิ)แต่เพียงอย่างเดียว อันอาจเสียการ, หรือปฏิบัติสมถวิปัสสนา อันดีงาม]

หยุดเพื่อรู้

เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๐๗ มีพระสงฆ์หลายรูป ทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติได้เข้ากราบหลวงปู่เพื่อรับโอวาทและรับฟังการแนะแนวทางธรรมะที่จะพากันออกเผยแผ่ธรรมทูตครั้งแรก หลวงปู่แนะวิธีอธิบายธรรมะขั้นปรมัตถ์ ทั้งสอนผู้อื่นและเพื่อปฏิบัติตนเอง ให้เข้าถึงสัจจธรรมนั้นด้วย ลงท้ายหลวงปู่ได้กล่าวปรัชญาธรรมไว้ให้คิดด้วยว่า

คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดคิดได้จึงรู้ แต่ต้องอาศัยความคิดนั้นแหละจึงรู้

[Webmaster-คิดทั้ง ๓ ต้องจำแนกแตกความให้ถูกต้อง แต่ละคิดมีความหมายดังนี้ คิดนึกปรุงแต่ง(หมายถึงการคิดฟุ้งซ่านเท่า่นั้น)เท่าไรก็ย่อมไม่รู้จักนิโรธ-การดับทุกข์ ต่อเมื่อหยุดการคิดฟุ้งซ่านหรือปรุงแต่ง อันยังให้ไม่เกิดเวทนาอันเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาและทุกข์ในที่สุด นั่นแหละจึงจักรู้หรือพบนิโรธหรือความสุขสงบ แต่ก็ต้องอาศัยการคิดพิจารณาธรรมคือการโยนิโสมนสิการ(ธรรมวิจยะ)เสียก่อนจึงจักรู้เข้าใจด้วยตนเองจึงเกิดกำลังของปัญญา ในโทษของการคิดนึกปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่าน]

ทั้งส่งเสริมทั้งทำลาย

กาลครั้งนั้น หลวงปู่ได้ให้โอวาทเตือนพระธรรมทูตครั้งแรกมีใจความตอนหนึ่งว่า ฯ

"ท่านทั้งหลาย การที่จะออกจาริกไปเพื่อเผยแผ่ ประกาศพระศาสนานั้น เป็นได้ทั้งส่งเสริมศาสนาและทำลายพระศาสนา ที่ว่าเช่นนี้เพราะองค์ธรรมทูตนั่นแหละตัวสำคัญ คือ เมื่อไปแล้วประพฤติตัวเหมาะสม มีสมณสัญญาจริยาวัตร งดงามตามสมณวิสัยผู้ที่ได้พบเห็น หากยังไม่เลื่อมใส ก็จะเกิดความเลื่อมใสขึ้น ส่วนผู้ที่เลื่อมใสแล้ว ก็ยิ่งเพิ่มความเลื่อมใสมากขึ้นเข้าไปอีกฯ ส่วนองค์ที่มีความประพฤติและวางตัวตรงกันข้ามนี้ ย่อมทำลายผู้ที่เลื่อมใสแล้วให้ถอยศรัทธาลง สำหรับผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสเลย ก็ยิ่งถอยห่างออกไปอีกฯ จึงขอให้ทุกท่านจงเป็นผู้พร้อมไปด้วยความรู้และความประพฤติ ไม่ประมาท สอนเขาอย่างไร ตนเองต้องทำอย่างนั้นให้ได้เป็นตัวอย่างด้วย"

เมื่อถึงปรมัตถ์แล้วไม่ต้องการ

ก่อนเข้าพรรษาปี ๒๔๘๖ หลวงพ่อเถาะ ซึ่งเป็นญาติของหลวงปู่ และบวชเมื่อวัยชราแล้ว ได้ออกธุดงค์ติดตามท่านอาจารย์เทสก์ ท่านอาจารย์สาม ไปอยู่จังหวัดพังงาหลายปี กลับมาเยี่ยมนมัสการหลวงปู่ เพื่อศึกษาข้อปฏิบัติทางกัมมัฎฐานต่อไปอีกจนเป็นที่พอใจแล้ว หลวงพ่อเถาะพูดตามประสาความคุ้นเคยว่า หลวงปู่สร้างโบสถ์ ศาลาได้ใหญ่โตสวยงามอย่างนี้ คงได้บุญได้กุศลอย่างใหญ่โตทีเดียว ฯ

หลวงปู่กล่าวว่า

"ที่เราสร้างนี่ก็สร้างเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ประโยชน์สำหรับโลก สำหรับวัดวาศาสนาเท่านั้นแหละ ถ้าพูดถึงเอาบุญเราจะมาเอาบุญอะไรอย่างนี้."

[Webmaster-เพราะการดับทุกข์แห่งตน คืออานิสงส์ ผลของบุญอันสูงสุดแล้ว ไม่มีอานิสงส์ของสิ่งใดสูงส่งไปกว่านี้อีกต่อไปแล้ว กิจอันควรทำยิ่งได้ทำแล้วโดยบริบูรณ์]

ทุกข์เพราะอะไร

สุภาพสตรีวัยเลยกลางคนผู้หนึ่ง เข้านมัสการหลวงปู่ พรรณาถึงฐานะของตนว่าอยู่ในฐานะที่ดี ไม่เคยขาดแคลนสิ่งใดเลย มาเสียใจกับลูกชายที่สอนไม่ได้ ไม่อยู่ในระเบียบแบบแผนที่ดี ตกอยู่ภายใต้อำนาจอบายมุขทุกอย่าง ทำลายทรัพย์สมบัติและจิตใจของพ่อแม่จนเหลือที่จะทนได้ ขอความกรุณาหลวงปู่ให้ช่วยแนะอุบายบรรเทาทุกข์ และแก้ไขให้ลูกชายพ้นจากอบายมุขนั้นด้วย ฯ

หลวงปู่ก็แนะนำสั่งสอนไปตามเรื่องนั้นๆ ตลอดถึงแนะอุบายทำใจให้สงบ รู้จักปล่อยวางให้เป็น ฯ

เมื่อสุภาพสตรีนั้นกลับไปแล้ว หลวงปู่ปรารภธรรมะให้ฟังว่า

"คนเราสมัยนี้ เขาเป็นทุกข์เพราะความคิด."

[Webmaster-ความคิด นี้ท่านหมายถึงความคิดชนิดฟุ้งซ่าน หรือความคิดนึกปรุงแต่งไปต่างๆนาๆ มิได้หมายความถึงความคิดทั้งมวล แบบยึดถือว่าความว่างอย่างผิดๆ]

อุทานธรรม

หลวงปู่ยังกล่าวธรรมกถาต่อมาอีกว่า สมบัติพัสถานทั้งหลายมันมีประจำอยู่ในโลกมาแล้วอย่างสมบูรณ์ ผู้ที่ขาดปัญญาและไร้ความสามารถ ก็ไม่อาจจะแสวงหาเพื่อยึดครองสมบัติเหล่านั้นได้ ย่อมครองตนอยู่ด้วยความฝืดเคืองและลำบากขันธ์ ส่วนผู้ที่มีปัญญาความสามารถ ย่อมแสวงหายึดสมบัติของโลกไว้ได้อย่างมากมายอำนวยความสะดวกสบายแก่ตนได้ทุกกรณีฯ ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลายท่านพยายามดำเนินตนเพื่อออกจากสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ไปสู่ภาวะแห่งความไม่มีอะไรเลย เพราะว่า

"ในทางโลก มี สิ่งที่ มี ส่วนในทางธรรม มี สิ่งที่ ไม่มี"

อุทานธรรมต่อมา

เมื่อแยกพันธะแห่งความเกี่ยวเนื่องจิตกับสรรพสิ่งทั้งปวงได้แล้ว จิตก็จะหมดพันธะกับเรื่องโลก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส จะดีหรือเลว มันขึ้นอยู่กับจิตที่ออกไปปรุงแต่งทั้งนั้น แล้วจิตที่ขาดปัญญาย่อมเข้าใจผิด เมื่อเข้าใจผิดก็หลง ก็หลงอยู่ภายใต้อำนาจของเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย ทั้งทางกายและทางใจ อันโทษทัณฑ์ทางกายอาจมีคนอื่นช่วยปลดปล่อยได้บ้าง ส่วนโทษทางใจ มีกิเลสตัณหาเป็นเครื่องรึงรัดไว้นั้น ต้องรู้จักปลดปล่อยตนด้วยตนเอง

"พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านพ้นจากโทษทั้งสองทางความทุกข์จึงครอบงำไม่ได้"

อุทานธรรมข้อต่อมา

เมื่อบุคคลปลงผม หนวด เคราออกหมดแล้ว และได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์เรียบร้อยแล้ว ก็นับว่าเป็นสัญญลักษณ์แห่งความเป็นภิกษุได้ แต่ยังเป็นได้แต่เพียงภายนอกเท่านั้น ต่อเมื่อเขาสามารถปลงสิ่งที่รกรุงรังทางใจ อันได้แก่อารมณ์ตกตํ่าทางใจได้แล้ว ก็ชื่อว่าเป็นภิกษุในภายในได้ฯ

ศีรษะที่ปลงผมหมดแล้ว สัตว์เลื้อยคลานเล็กน้อยเช่นเหา ย่อมอาศัยอยู่ไม่ได้ฉันใด จิตที่พ้นจากอารมณ์ ขาดจากการปรุงแต่งแล้ว ทุกข์ก็อาศัยอยู่ไม่ได้ฉันนั้น ผู้มีปกติเป็นอยู่อย่างนี้ควรเรียกได้ว่า "เป็นภิกษุแท้"

พุทโธเป็นอย่างไร

หลวงปู่รับนิมนต์ไปโปรดญาติโยมที่กรุงเทพฯ เมื่อ ๓๑ มีนาคม ๒๕๒๑ ในช่วงสนทนาธรรม ญาติโยมสงสัยว่าพุทโธ เป็นอย่างไร หลวงปู่ได้เมตตาตอบว่า

เวลาภาวนาอย่าส่งจิตออกนอก ความรู้อะไรทั้งหลายทั้งปวงอย่าไปยึด ความรู้ที่เราเรียนกับตำหรับตำรา หรือจากครูบาอาจารย์ อย่าเอามายุ่งเลย ให้ตัดอารมณ์ออกให้หมด แล้วก็เวลาภาวนาไปให้มันรู้ รู้จากจิตของเรานั่นแหละ จิตของเราสงบเราจะรู้เอง ต้องภาวนาให้มากๆเข้า เวลามันจะเป็น จะเป็นของมันเอง ความรู้อะไรๆให้มันออกมาจากจิตของเรา

ความรู้ที่ออกจากจิตที่สงบนั่นแหละเป็นความรู้ที่ลึกซึ้งถึงที่สุด ให้มันรู้ออกมาจากจิตนั่นแหละมันดี คือจิตมันสงบ

ทำจิตให้เกิดอารมณ์อันเดียว อย่าส่งจิตออกนอก ให้จิตอยู่ในจิต แล้วให้จิตภาวนาเอาเอง ให้จิตเป็นผู้บริกรรมพุทโธ พุทโธอยู่นั่นแหละ แล้วพุทโธ เราจะได้รู้จักว่า พุทโธ นั้นเป็นอย่างไร แล้วรู้เอง...เท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรมากมาย.

[Webmaster-จิตอยู่ในจิต หมายถึง จิตอยู่กับสติ, ส่วนคำบริกรรมพุทโธ หรือสัมมาอรหัง หรือการตามลมหายใจ หรือยุบหนอพองหนอ หรือการเคลื่อนไหวร่างกายหรือส่วนหนึ่งของร่างกาย ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงนั้นล้วนด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือใช้เป็นอารมณ์ คือสิ่งที่ใช้เป็นเครื่องล่อคือเครื่องกำหนดของจิต ให้จิตไม่ดำริ(คิด)พล่านออกไปปรุงแต่งต่างๆนา จนเป็นสมาธิตั้งใจมั่นในกิจที่ปฏิบัตินั้นๆ]

อยากได้ของดี

เมื่อต้นเดือนกันยายน ๒๕๒๖ คณะแม่บ้านมหาดไทย โดยมีคุณหญิงจวบ จิรโรจน์ เป็นหัวหน้าคณะ ได้นำคระแม่บ้านมหาดไทยไปบำเพ็ญสังคมสงเคราะห์ทางภาคอีสาน ได้ถือโอกาสแวะมนัสการหลวงปู่ เมื่อเวลา ๑๘.๐๐ น.ฯ

หลังจากกราบมนัสการและถามถึงอาการสุขสบายของหลวงปู่และรับวัตถุมงคลเป็นที่ระลึกจากหลวงปู่แล้ว เห็นว่าหลวงปู่ไม่ค่อยสบาย ก็รีบออกมา แต่ยังมีสุภาพสตรีท่านหนึ่ง ถือโอกาสพิเศษกราบหลวงปู่ว่า ดิฉันขอของดีจากหลวงปู่ด้วยเถอะเจ้าค่ะ ฯ

หลวงปู่จึงเจริญพรว่า ของดีก็ต้องภาวนาเอาจึงจะได้ เมื่อภาวนาแล้ว ใจก็สงบ กายวาจาก็สงบ แล้วกายก็ดี วาจาใจก็ดี เราก็อยู่ดีมีสุขเท่านั้นเอง

ดิฉันมีภาระมาก ไม่มีเวลาจะนั่งภาวนา งานราชการเดี๋ยวนี้รัดตัวมากเหลือเกิน มีเวลาที่ไหนมาภาวนาได้คะ ฯ

หลวงปู่จึงต้องอธิบายให้ฟังว่า

"ถ้ามีเวลาสำหรับหายใจ ก็ต้องมีเวลาสำหรับภาวนา"

มี แต่ไม่เอา

ปี ๒๕๒๒ หลวงปู่ไปพักผ่อน และเยี่ยมอาจารย์สมชายที่วัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี ขณะเดียวกันก็มีพระเถระอาวุโสรูปหนึ่งจากกรุงเทพฯ คือพระธรรมวราลังการ วัดบุปผารามเจ้าคณะภาคทางภาคใต้ไปอยู่ฝึกกัมมัฏฐานเมื่อวัยชราแล้ว เพราะมีอายุอ่อนกว่าหลวงปู่เพียงปีเดียว ฯ

เมื่อท่านทราบว่าหลวงปู่เป็นพระฝ่ายกัมมัฏฐานอยู่แล้ว ท่านจึงสนใจและศึกษาถามถึงผลของการปฏิบัติ ทำนองสนทนาธรรมกันเป็นเวลานาน และกล่าวถึงภาระของท่านว่า มัวแต่ศึกษาและบริหารงานการคณะสงฆ์มาตลอดวัยชรา แล้วก็สนทนาข้อกัมมัฏฐานกับหลวงปู่อยู่เป็นเวลานาน ลงท้ายถามหลวงปู่สั้นๆว่า ท่านยังมีโกรธอยู่ไหม ฯ

หลวงปู่ตอบเร็วว่า

"มี แต่ไม่เอา"

[Webmaster-หมายถึงมีความโกรธเกิดขึ้นในระดับของขันธ์ ๕ ธรรมดาในลำดับแรก แล้วไม่เอาไปคิดนึกปรุงแต่งต่อซึ่งย่อมไม่มีสังขารเกิดขึ้นใหม่อีก ดังนั้นเวทนาก็่เกิดขึ้นใหม่ไม่ได้จึงระงับไปเช่นกัน เมื่อดับเวทนา(ที่หมายถึง ไม่ปรุงแต่งให้เกิดเวทนาขึ้นอีก)เสียแล้ว ตัณหาและอุปปาทานความเป็นตัวตนของตนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร อันเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาทธรรม, ความโกรธจะไปอาศัยเหตุเกิดกับสิ่งใดได้ จึงต้องดับไปอย่างรวดเร็ว ไม่เกิดอาการ เกิดดับๆๆๆ จนต่อเนื่องแลเป็นสายเดียวกันคือยืดยาวนาน อันเป็นทุกข์]

รู้ให้พร้อม

ระหว่างที่หลวงปู่พักรักษา ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ในรอบดึกมีจำนวนหลายท่านด้วยกัน เขาเหล่านั้นมีความสงสัยและอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง โดยที่สังเกตว่า บางวันพอเวลาดึกสงัดตีหนึ่งผ่านไปแล้ว ได้ยินหลวงปู่อธิบายธรรมะนานประมาณ ๑๐ กว่านาที แล้วสวดยถาให้พร ทำเหมือนหนึ่งมีผู้มารับฟังอยู่เฉพาะหน้าเป็นจำนวนมาก ครั้นจะถามพฤติการที่หลวงปู่ทำเช่นนั้นก็ไม่กล้าถาม ต่อเมื่อหลวงปู่ทำเช่นนั้นหลายๆครั้ง ก็ทนสงสัยต่อไปไม่ได้ จึงพากันถามหลวงปู่ตามลักษณาการนั้นฯ

หลวงปู่จึงบอกว่า

"ความสงสัยและคำถามเหล่านี้ มันไม่ใช่เป็นแนวทางปฏิบัติธรรม"

ประหยัดคำพูด

คณะปฏิบัติธรรมจากจังหวัดบุรีรัมย์หลายท่าน มีร้อยตำรวจเอกบุญชัย สุคนธมัต อัยการจังหวัด เป็นหัวหน้า มากราบหลวงปู่ เพื่อฟังข้อปฏิบัติธรรมแลเรียนถามถึงการปฏิบัติยิ่งๆขึ้นไปอีก ซึ่งส่วนมากก็เคยปฏิบัติกับครูบาอาจารย์แต่ละองค์มาแล้ว และแสดงแนวทางปฏิบัติไม่ค่อยจะตรงกัน เป็นเหตุให้เกิดความสงสัยยิ่งขึ้น จึงขอกราบเรียนหลวงปู่โปรดช่วยแนะแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง และทำได้ง่ายที่สุด เพราะหาเวลาปฏิบัติธรรมได้ยาก หากได้วิธีที่ง่ายๆ แล้วก็จะเป็นการถูกต้องอย่างยิ่ง ฯ

หลวงปู่บอกว่า

"ให้ดูจิต ที่จิต"

[Webmaster- จิต นี้มีความหมายถึงจิตตสังขารหรือเจตสิกคืออาการของจิต เช่น จิตมีราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ. และอาจหมายรวมถึงเวทนาอีกด้วยก็ได้, จึงมิได้มีความหมายถึง จิตที่เป็นดวง เป็นแสงเป็นโอภาส หรือวิญญาณในลักษณะเจตภูต หรือเป็นนิมิตใดๆทั้งสิ้น]

ง่าย แต่ทำได้ยาก

คณะของคุณดวงพร ธารีฉัตร จากสถานีวิทยุทหารอากาศ ๐๑ บางซื่อ นำโดยคุณอาคม ทันนิเทศ เดินทางไปถวายผ้าป่า และกราบนมัสการครูบาอาจารย์ตามสำนักต่างๆทางอีสาน ได้แวะกราบมนัสการหลวงปู่ หลังจากถวายผ้าป่า ถวายจตุปัจจัยไทยทานแด่หลวงปู่ และรับวัตถุมงคลเป็นที่ระลึกจากท่านแล้ว ต่างคนต่างก็ออกไปตลาดบ้าง พักผ่อนตามอัธยาศัยบ้าง

มีอยุ่กลุ่มหนึ่งประมาณสีห้าคน เข้าไปกราบหลวงปู่แนะนำวิธีปฏิบัติง่ายๆ เพื่อแก้ไขความทุกข์ความกลุ้มใจ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเป็นประจำ ว่าควรปฏิบัติอย่างไรจึงได้ผลเร็วที่สุด ฯ

หลวงปู่บอกว่า

"อย่าส่งจิตออกนอก."

[Webmaster-อย่าส่งจิตออกนอก ไปคิดนึกปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านคือไปเสวยอารมณ์(รูป เสียง กลิ่น ฯ.)ภายนอก หรือให้พิจารณาอยู่ในกาย, เวทนา, จิต, ธรรม ในสติปัฏฐาน ๔

ข้อควรระวัง พิจารณาอยู่ในกายหรือภายในกาย ไม่ใช่หมายถึง "จิตส่งใน" ที่จิตเคยเป็นสมาธิหรือฌาน แล้วคอยสอดส่องหรือจับสังเกตุแต่กายหรือจิตของตนเอง ด้วยความเคยชินสั่งสมจากการเสพรสอันสุขสบายจากอำนาจของฌานหรือความสงบจากสมาธิ และมักขาดการวิปัสสนา อย่างนี้จัดเป็นอันตรายอย่างยิ่งในภายหลัง ที่ย่อมสั่งสมจนเป็นสังขารในปฏิจจสมุปบาทธรรมในที่สุด จึงกล้าแข็งเป็นสังโยชน์ขั้นละเอียด ที่แก้ไขได้ยากมาก]

ทิ้งเสีย

สุภาพสตรีท่านหนึ่ง เป็นชนชั้นครูบาอาจารย์ เมื่อฟังธรรมปฏิบัติจากหลวงปู่จบแล้ว ก็อยากทราบถึงวิธีไว้ทุกข์ที่ถูกต้องตามธรรมเนียม เขาจึงพูดปรารภต่อไปอีกว่า คนสมัยนี้ไว้ทุกข์กันไม่ค่อยจะถูกต้องและตรงกัน ทั้งๆที่สมัย ร.๖ ท่านทำไว้เป็นแบบอย่างดีอยู่แล้ว เช่น เมื่อมีญาติพี่น้องหรือญาติผู้ใหญ่ถึงแก่กรรมลง ก็ให้ไว้ทุกข์ ๗ วันบ้าง ๕๐ วันบ้าง ๑๐๐ วันบ้าง แต่ปรากฎว่าคนทุกวันนี้ทำอะไรรู้สึกว่าลักลั่นกันไม่เป็นระเบียบ ดิฉันจึงขอเรียนถามหลวงปู่ว่า การไว้ทุกข์ที่ถูกต้อง ควรไว้อย่างไรเจ้าคะ ฯ

หลวงปู่บอกว่า

"ทุกข์ ต้องกำหนดรู้ เมื่อรู้แล้วให้ละเสีย ไปไว้มันทำไม."

[Webmaster-หลวงปู่สอนกิจญาณในอริยสัจ๔, อ่านรายละเอียดของกิจอันพึงกระทำในแต่ละอริยสัจได้ในบท อริยสัจ ๔]

จริง ตามความเป็นจริง

สุภาพสตรีชาวจีนผู้หนึ่ง ถวายสักการะแด่หลวงปู่แล้ว เขากราบเรียนถามว่า ดิฉันจะต้องไปอยู่ที่อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรมย์เพื่อทำมาค้าขายอยู่ใกล้ญาติทางโน้น ทีนี้ทางญาติๆก็เสนอแนะว่า ควรจะขายของชนิดนั้นบ้าง ชนิดนี้บ้าง ตามแต่เขาจะเห็นดีว่าอะไรขายได้ดี ดิฉันยังมีความกังวลใจตัดสินใจเอาเองไม่ได้ว่าจะเลือกขายของอะไร จึงให้หลวงปู่ช่วยแนะนำด้วยว่า จะให้ดิฉันขายอะไรจึงจะดีเจ้าคะ ฯ

"ขายอะไรก็ดีทั้งนั้นแหละ ถ้ามีคนซื้อ."

ไม่ได้ตั้งจุดหมาย

เมื่อจันทร์ ๘ พฤษภาคม ๒๕๒๒ คณะนายทหารประมาณ ๑๐ กว่านายเข้านมัสการหลวงปู่เมื่อเวลาคํ่าแล้ว ก็จะเดินทางต่อเข้ากรุงเทพ ฯ ในคณะนายทหารเหล่านั้น มียศพลโทสองท่าน หลังสนทนากับหลวงปู่เป็นเวลาพอสมควร ก็ถอดเอาพระเครื่องจากคอของแต่ละท่านรวมใส่ในพานถวายให้หลวงปู่ช่วยอธิษฐานแผ่เมตตาพลังจิตให้ ท่านก็อนุโลมตามประสงค์ แล้วก็มอบคืนไป นายพลท่านหนึ่งถามว่า ทราบว่ามีเหรียญหลวงปู่ออกมาหลายรุ่นแล้ว อยากถามหลวงปู่ว่ามีรุ่นไหนดังบ้าง ฯ

หลวงปู่ตอบว่า

"ไม่มีดัง"

คนละเรื่อง

มีชายหนุ่มจากต่างจังหวัดไกลสามสี่คนเข้าไปหาหลวงปู่ ขณะที่ท่านพักผ่อนอยู่ที่มุขศาลาการเปรียญ ดูอากัปกิริยาของเขาแล้วคงคุ้นเคยกับพระนักเลงองค์ใดองค์หนึ่งมาก่อนแล้ว สังเกตุจากการนั่งการพูด เขานั่งตามสบาย พูดตามถนัด ยิ่งกว่านั้นเขาคงเข้าใจว่าหลวงปู่นี้คงสนใจกับเครื่องรางของขลังอย่างดี เขาพูดถึงชื่อเกจิอาจารย์อื่นๆ ว่าให้ของดีของวิเศษแก่ตนหลายอย่าง ในที่สุดก็งัดเอาของมาอวดกันเองต่อหน้าหลวงปู่ คนหนึ่งมีหมูเขี้ยวตัน คนหนึ่งมีเขี้ยวเสือ อีกคนมีนอแรด ต่างคนต่างอวดอ้างว่าของตนดีวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ มีคนหนึ่งเอ่ยปากว่า หลวงปู่ฮะ อย่างไหนแน่ดีวิเศษกว่ากันฮะ ฯ

หลวงปู่ก็อารมณ์รื่นเริงเป็นพิเศษยิ้มๆ แล้วว่า

"ไม่มีดี ไม่มีวิเศษอะไรหรอก เป็นของสัตว์เดียรัจฉานเหมือนกัน."

[Webmaster-ท่านกล่าวอย่างตรงไปตรงมาเป็นที่สุด เพราะต่างล้วนแล้วแต่เป็นศรัทธาอย่างอธิโมกข์ ด้วยกำลังของสีลัพพตุปาทาน หรือทิฏฐุปาทาน]

ปรารภธรรมะให้ฟัง

คราวหนึ่ง หลวงปู่กล่าวปรารภธรรมะให้ฟังว่า เราเคยตั้งสัจจะจะอ่านพระไตรปิฎกจนจบ ในพรรษาที่ ๒๔๙๕ เพื่อสำรวจดูว่าจุดจบของพระพุทธศาสนาอยู่ตรงไหน ที่สุดแห่งสัจจธรรม หรือที่สุดของทุกข์นั้น อยู่ตรงไหน พระพุทธเจ้าทรงกล่าวสรุปไว้ว่าอย่างไร ครั้นอ่านไป ตริตรองไปกระทั่งถึงจบ ก็ไม่เห็นตรงไหนที่มีสัมผัสอันลึกซึ้งถึงจิตของเราให้ตัดสินใจได้ว่า นี่คือที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ ที่สุดแห่งมรรคผล หรือที่เรียกว่านิพพาน ฯ

มีอยู่ตอนหนึ่ง คือ ครั้งนั้นพระสารีบุตรออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ พระพุทธเจ้าตรัสเชิงสนทนาธรรมว่า สารีบุตร สีผิวของเธอผ่องใสยิ่งนัก วรรณะของเธอหมดจดผุดผ่องยิ่งนัก อะไรเป็นวิหารธรรมของเธอ พระสารีบุตรกราบทูลว่า "ความว่างเปล่าเป็นวิหารธรรมของข้าพระองค์" (สุญฺญตา) ฯ

ก็เห็นมีเพียงแค่นี้แหละ ที่มาสัมผัสจิตของเรา.

ปรารภธรรมะให้ฟัง

จบพระไตรปิฎกหมดแล้ว จำพระธรรมได้มากมาย พูดเก่งอธิบายได้อย่างซาบซึ้ง มีคนเคารพนับถือมาก ทำการก่อสร้างวัตถุไว้ได้อย่างมากมาย หรือสามารถอธิบายถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้อย่างละเอียดแค่ไหนก็ตาม "ถ้ายังประมาทอยู่ ก็นับว่ายังไม่ได้รสชาติของพระศาสนาแต่ประการใดเลย เพราะสิ่งเหล่านี้ยังเป็นของภายนอกทั้งนั้น เมื่อพูดถึงประโยชน์ ก็เป็นประโยชน์ภายนอกคือเป็นไปเพื่อสงเคราะห์สังคม เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น เพื่อสงเคราะห์อนุชนรุ่นหลัง หรือเป็นสัญญลักษณ์ของศาสนวัตถุ ส่วนประโยชน์ของตนที่แท้นั้น คือ ความพ้นทุกข์ "จะพ้นทุกข์ได้ต่อเมื่อรู้ จิตหนึ่ง."

[Webmaster- รู้จิตหนึ่ง จิตที่มีความหมายถึงจิตในเวทนานุปัสสนาและจิตตานุปัสสนา]

คิดไม่ถึง

สำนักปฏิบัติแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสาขาของหลวงปู่นี่นเอง อยู่ด้วยกันเฉพาะพระประมาณห้าหกรูป อยากจะเคร่งครัดเป็นพิเศษ ถึงขั้นสมาทานไม่พูดจากันตลอดพรรษา คือ ไม่ให้มีเสียงเป็นคำพูดออกมาจากปากใคร ยกเว้นการสวดมนต์ทำวัตร หรือสวดปาติโมกข์เท่านั้น ครั้นออกพรรษาแล้ว พากันไปกราบหลวงปู่ เล่าถึงการปฏิบัติอย่างเคร่งของพวกตนว่า นอกจากปฏิบัติข้อวัตรอย่างอื่นแล้วสามารถหยุดพูดได้ตลอดพรรษาด้วย ฯ

หลวงปู่ฟังฟังแล้วยิ้มหน่อยหนึ่ง พูดว่า

"ดีเหมือนกัน เมื่อไม่พูดก็ไม่มีโทษทางวาจา แต่ที่ว่าหยุดพูดได้นั้นเป็นไปไม่ได้หรอก นอกจากพระอริยบุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติชั้นละเอียดดับสัญญาเวทนาเท่านั้นแหละที่ไม่พูดได้ นอกนั้นพูดทั้งวันทั้งคืน ยิ่งพวกที่ตั้งปฏิญาณว่าจะไม่พูดนั่นแหละยิ่งพูดมากกว่าคนอื่น เพียงแต่ไม่ออกเสียงให้คนอื่นได้ยินเท่านั้น."

[Webmaster-กล่าวคือ แม้ไม่ได้พูดคือเป็นวจีสังขารออกมาเป็นคำพูด, แต่ก็พูดอย่างฟุ้งซ่านอยู่ในใจอยู่เสมอๆเนืองๆด้วยมโนสังขารหรือจิตตสังขารนั่นเอง]

อย่าตั้งใจไว้ผิด

นอกจากหลวงปู่จะนำปรัชญาธรรมที่ออกจากจิตของท่านมาสอนแล้ว โดยที่ท่านอ่านพระไตรปิฎกจบมาแล้ว ตรงไหนที่ท่านเห็นว่าสำคัญและเป็นการเตือนใจในทางปฏิบัติให้ตรงและลัดที่สุด ท่านก็จะยกมากล่าวเตือนอยู่เสมอ เช่น หลวงปู่ยกพุทธพจน์ตอนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสเตือนว่า

"ภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติ มิใช่เพื่อหลอกลวงคน มิใช่เพื่อให้คนมานิยมนับถือ มิใช่เพื่ออานิสงค์ลาภสักการะและสรรเสริญ มิใช่อานิสงค์เป็นเจ้าลัทธิอย่างนั้นอย่างนี้ฯ ที่แท้พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติ เพื่อสังวระ-ความสำรวม เพื่อปหานะ-ความละ เพื่อวิราคะ-ความหายกำหนัดยินดี และเพื่อนิโรธะ-ความดับทุกข์ ผู้ปฏิบัติและนักบวชต้องมุ่งตามแนวทางนี้ นอกจากแนวทางนี้แล้วผิดทั้งหมด."

พระพุทธพจน์

หลวงปูว่า ตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ ตราบนั้นย่อมมีทิฎฐิ และเมื่อมีทิฎฐิแล้วยากที่จะเห็นตรงกัน เมื่อไม่เห็นตรงกัน ก็เป็นเหตุให้โต้เถียงวิวาทกันอยู่รํ่าไป สำหรับพระอริยเจ้าผู้เข้าถึงธรรมแล้วก็ไม่มีอะไรสำหรับมาโต้แย้งกับใคร ใครมีทิฎฐิอย่างไร ก็ปล่อยเป็นเรื่องของเขาไป ดังพุทธพจน์ตอนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดอันบัณฑิตทั้งหลายในโลกกล่าวว่ามีอยู่ แม้เราตถาคตก็กล่าวสิ่งนั้นว่ามีอยู่ สิ่งใดอันบัณฑิตทั้งหลายในโลกกล่าวว่าไม่มี แม้เราตถาคตก็กล่าวสิ่งนั้นว่าไม่มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่โต้แย้งเถียงกับโลก แต่โลกย่อมวิวาทโต้เถียงกับเรา (ปุปผสูตร)

นักปฏิบัติลังเล

ปัจจุบันนี้ ศาสนิกชนผู้สนใจในการปฏิบัติฝ่ายวิปัสสนา มีความงงงวยสงสัยอย่างยิ่งในแนวทางปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้เริ่มต้นสนใจเนื่องจากคณาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาแนะแนวปฏิบัติไม่ตรงกัน ยิ่งไปกว่านั้นแทนที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจโดยความเป็นธรรม ก็กลับทำเหมือนไม่อยากจะยอมรับคณาจารย์อื่น สำนักอื่น ว่าเป็นการถูกต้อง หรือถึงขั้นดูหมิ่นสำนักอื่นไปแล้วก็เคยมีไม่น้อย ฯ

ดังนั้น เมื่อมีผู้สงสยทำนองนี้มากแลัเรียนถามหลวงปู่อยู่บ่อยๆ จึงได้ยินหลวงปู่อธิบายให้ฟังอยู่เสมอๆว่า

"การเริ่มต้นปฏิบัติวิปัสสนาภาวนานั้น จะเริ่มต้นโดยวิธีไหนก็ได้ เพราะผลมันก็เป็นอันเดียวกันอยู่แล้ว ที่ท่านสอนแนวปฏิบัติไว้หลายแนวนั้นเพราะจริตของคนไม่เหมือนกัน จึงต้องมีวัตถุ สี แสง และคำสำหรับบริกรรม เช่น พุทโธ อรหัง เป็นต้น เพื่อหาจุดใดจุดหนึ่งให้จิตรวมอยู่ก่อน สงบ แล้ว คำบริกรรมเหล่านั้นก็หลุดหายไปเอง แล้วก็ถึงรอยเดียวกัน รสเดียวกัน คือมีวิมุตติเป็นแก่น มีปัญญาเป็นยิ่ง."

[Webmaster-หลวงปู่ท่านหมายถึงการปฏิบัติที่ถูกต้อง แต่ได้แตกแขนงออกเป็นหลายแนวทางการปฏิบัติตามจริตผู้ปฏิบัติ หรือตามสำนักนั้นๆ จึงมีความแตกต่างกันออกไปบ้าง แต่ความจริงแล้ว ล้วนมุ่งสู่จุดหมายเดียวกันคือละความดำริคือคิดพล่านลงไปเสียก่อน, แต่ก็มิได้หมายถึงการปฏิบัติแบบผิดๆอันย่อมยังให้เกิดโทษอย่างแน่นอน]

อยู่ ก็อยู่ให้เหนือ

ผู้ที่เข้านมัสการหลวงปู่ทุกคนและทุกครั้ง มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้หลวงปู่จะมีอายุใกล้ร้อยปีแล้วก็จริง แต่ดูผิวพรรณยังผ่องใส และสุขภาพอนามัยแข็งแรงดี แม้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดท่านตลอดมาก็ยากที่จะได้เห็นท่านแสดงอาการหมองคลํ้า หรืออิดโรย หรือหน้านิ่วคิ้วขมวดให้เห็น ท่านมีปรกติสงบเย็น เบิกบานอยู่เสมอ มีอาพาธน้อย มีอารมณ์ดี ไม่ตื่นเต้นตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เผลอคล้อยตามไปตามคำสรรเสริญ หรือคำตำหนิติเตียนฯ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่ามกลางพระเถระฝ่ายวิปัสสนา สนทนาธรรมเรื่องการปฏิบัติกับหลวงปู่ ถึงปรกติจิตที่อยู่เหนือความทุกข์ โดยลักษณาการอย่างไรฯ

หลวงปู่ว่า

"การไม่กังวล การไม่ยึดถือ นั่นแหละวิหารธรรมของนักปฏิบัติ."

ทำจิตให้สงบได้ยาก

การปฏิบัติภาวนาสมาธินั้น จะให้ผลเร็วช้าเท่าเทียมกันเป็นไปไม่ได้ บางคนได้ผลเร็ว บางคนก็ช้า หรือยังไม่ได้ผลลิ้มรสแห่งความสงบเลยก็มี แต่ก็ไม่ควรท้อถอย ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบความเพียรทางใจ ย่อมเป็นบุญกุศลขั้นสูงต่อจากการบริจาคทานรักษาศีล เคยมีลูกศิษย์จำนวนมากเรียนถามหลวงปู่ว่า อุตส่าห์พยายามภาวนาสมาธินานมาแล้ว แต่จิตไม่เคยสงบเลย แส่ออกไปข้างนอกอยู่เรื่อย มีวิธีอื่นใดบ้างที่พอจะปฏิบัติได้ ฯ

หลวงปู่เคยแนะวิธีอีกอย่างหนึ่งว่า

"ถึงจิตจะไม่สงบก็ไม่ควรให้มันออกไปไกล ใช้สติระลึกไปแต่ในกายนี้ ดูให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อสุภสัญญา หาสาระแก่นสารไม่ได้ เมื่อจิตมองเห็นชัดแล้ว จิตก็จะเกิดความสลดสังเวช เกิดนิพพิทา ความหน่าย คลายกำหนัด ย่อมตัดอุปาทานขันธ์ได้เช่นเดียวกัน."

[Webmaster- เนื่องจากฌานสมาธิ เป็นอจินไตย ขึ้นอยู่กับจริต การสั่งสม ความเพียร แนวทางปฏิบัติ ฯลฯ.]

หลักธรรมแท้

มีอยู่อย่างหนึ่งที่นักปฏิบัติชอบพูดถึง คือ ชอบโจษขานกันว่า นั่งภาวนาแล้วเห็นอะไรบ้าง[Webmaster-หมายถึงนิมิตที่ย่อมรวมโอภาสด้วย] ปรากฎอะไรออกมาบ้าง หรือไม่ก็ว่า ตนนั่งภาวนามานานแล้วไม่เคยเห็นปรากฎอะไรออกมาบ้างเลย หรือบางคนก็ว่า ตนได้เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่เสมอ ทำให้บางคนเข้าใจผิดคิดว่า ภาวนาแล้วตนจะได้เห็นสิ่งที่ต้องการเป็นต้น ฯ

หลวงปู่เคยเตือนว่า การปรารถนาเช่นนั้นผิดทั้งหมด เพราะการภาวนานั้นเพื่อให้เข้าถึงหลักธรรมอย่างแท้จริง

"หลักธรรมที่แท้จริงนั้น คือ จิต ให้กำหนดดูจิต ให้เข้าใจจิตตัวเองให้ลึกซึ้ง เมื่อเข้าใจจิตตัวเองได้ลึกซึ้งแล้ว นั่นแหละได้แล้วซึ่งหลักธรรม."

[Webmaster-จิต ที่หมายถึงเวทนานุปัสสนา หรือจิตตานุปัสสนา หรือแม้แต่กายานุปัสสนาและธัมมานุปัสสนาที่ต่างล้วนอาศัยจิตเช่นกัน]

มีปรกติไม่แวะเกี่ยว

อยู่รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่เป็นเวลานานสามสิบกว่าปี จนถึงวาระสุดท้ายของท่านนั้น เห็นว่าหลวงปู่มีปฏิปทา ตรงต่อพระธรรมวินัย ตรงต่อการปฏิบัติ เพื่อพ้นทุกข์อย่างเดียว ไม่แวะเกี่ยวกับวิชาอาคม ของศักสิทธิ์ หรือสิ่งชวนสงสัยอะไรเลยแม้แต่น้อย เช่น มีคนขอให้เป่าหัวให้ ก็ถามว่า เป่าทำไม มีคนขอให้เจิมรถ ก็ถามเขาว่า เจิมทำไม มีคนขอให้บอกวันเดือนหรือฤกษ์ดี ก็บอกว่าวันไหนก็ดีทั้งนั้นฯ หรือเมื่อท่านเคี้ยวหมาก มีคนขอชานหมากฯ

หลวงปู่ว่า

"เอาไปทำไมของสกปรก."

[Webmaster-แสดงให้เห็นสีลัพพตปรามาสในการปฏิบัติหรือยึดถือ]

ทำโดยกริยา

บางครั้งอาตมานึกไม่สบายใจ เกรงว่าตัวเองจะมีบาป ที่เป็นผู้มีส่วนทำให้หลวงปู่ต้องแวะเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่ได้สนใจหรือไม่ถนัดใจครั้งแรก คือ วันนั้นหลวงปู่ไปร่วมงานเปิดพิพิธภัณฑ์บริขารท่านอาจารย์มั่น ที่วัดป่าสุธาวาส สกลนคร มีพระเถระวิปัสสนามากประชาชนก็มาก เขาเหล่านั้นจึงถือโอกาสเข้าหาครูบาอาจารย์ทั้งหลายเพื่อกราบเพื่อขอ จึงมีหลายคนที่มาขอให้หลวงปู่เป่าหัว เมื่อเห็นท่านเฉยอยู่ จึงขอร้องท่านว่า หลวงปู่เป่าให้เขาให้แล้วๆไป ท่านจึงเป่าให้ ต่อมาเมื่อเสียไม่ได้ก็เจิมรถให้เขา ทนอ้อนวอนไม่ได้ก็ให้เขาทำเหรียญ และเข้าพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล ฯ

แต่ก็มีความสบายใจอย่างยิ่งเมื่อฟังคำหลวงปู่ว่าฯ

"การกระทำของเราในสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงกริยาภายนอกที่เป็นไปในสังคม หาใช่เป็นกริยาที่นำไปสู่ภพ ภูมิ หรือมรรคผลนิพพานแต่ประการใดไม่."

ปรารภธรรมะให้ฟัง

คำสอนทั้ง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น เป็นเพียงอุบายให้คนทั้งหลายหันมาดูจิตนั่นเอง คำสอนของพระพุทธองค์มีมากมายก็เพราะกิเลสมีมากมาย แต่ทางดับทุกข์ได้มีทางเดียว พระนิพพาน การที่เรามีโอกาสปฏิบัติธรรมที่ถูกทางเช่นนี้มีน้อยนัก หากปล่อยโอกาสให้ผ่านไปเราจะหมดโอกาสพ้นทุกข์ทันในชาตินี้ แล้วจะต้องหลงอยู่ในความเห็นผิดอีกนานแสนนาน เพื่อที่จะพบธรรมอันเดียวกันนี้ ดังนั้น เมื่อเราเกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้ว รีบปฏิบัติให้พ้นเสีย มิฉนั้นจะเสียโอาสอันดีนี้ไป เพราะว่าเมื่อสัจจธรรมถูกลืม ความมืดมนย่อมครอบงำปวงสัตว์ให้อยู่กองทุกข์สิ้นกาลนาน.

[Webmaster-จิต ที่หมายถึงเวทนานุปัสสนา หรือจิตตานุปัสสนา หรือแม้แต่กายานุปัสสนาและธัมมานุปัสสนาที่ต่างล้วนอาศัยจิตเช่นกัน]

ปรารภธรรมะให้ฟัง

มิใช่ครั้งเดียวเท่านั้นที่หลวงปู่เปรียบเทียบธรรมะให้ฟัง มีอยู่อีกครั้งหนึ่ง หลวงปู่ว่า

ปัญญาภายนอกคือปัญญาสมมติ ไม่ทำให้จิตแจ้งในพระนิพพานได้ ต้องอาศัยปัญญาอริยมรรคจึงเข้าถึงพระนิพพานได้ ความรู้ของนักวิทยาศาสตร์เช่น ไอสไตน์ มีความรู้มาก มีความสามารถมาก แยกปรมาณูที่เล็กที่สุด จนเข้าถึงมิติที่ ๔ แล้ว แต่ไอสไตน์ไม่รู้จักนิพพาน จึงเข้าพระนิพพานไม่ได้ "จิตที่แจ้งในอริยมรรคเท่านั้นจึงเป็นไปเพื่อการตรัสรู้จริง ตรัสรู้ยิ่ง ตรัสรู้พร้อม เป็นไปเพื่อการดับทุกข์ เป็นไปเพื่อนิพพาน."

วิธีระงับดับทุกข์แบบหลวงปู่

ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๒๐ โลกธรรมฝ่ายอนิฏฐารมณ์ กำลังครอบงำข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงมหาดไทยอย่างหนัก คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา และทุกข์ แน่นอน ความทุกข์โศกนี้อันนี้ย่อมปกคลุมถึงบุตรภรรยาด้วย

จึงมีอยู่วันหนึ่ง คุณหญิงคุณนายหลายท่านได้ไปมนัสการหลวงปู่ พรรณนาถึงทุกข์โศกที่กำลังได้รับ เพื่อให้หลวงปู่ได้แนะวิธีหรือช่วยเหลืออย่างใดอย่งหนึ่งแล้วแต่ท่านจะเมตตาฯ หลวงปู่กล่าวว่า

"บุคคลไม่ควรเศร้าโศกอาลัยถึงสิ่งนอกกายทั้งหลายที่มันผ่านพ้นไปแล้ว มันหมดไปแล้ว เพราะสิ่งเหล่านั้นมันได้ทำหน้าที่ของมันอย่างถูกต้องโดยสมบูรณ์ที่สุดแล้ว."

เมื่อกล่าวถึงสัจจธรรมแล้ว ย่อมลงสู่กระแสเดียวกัน

มีท่านผู้คงแก่เรียนหลายท่านชอบถามว่า คำกล่าวหรือเทศน์ของหลวงปู่ดูคล้ายนิกายเซ็น หรือคล้ายมาจากสูตรเว่ยหล่างเป็นต้น อาตมาเรียนถามหลวงปู่ก็หลายครั้ง ในที่สุดท่านกล่าวอย่างเป็นกลางว่า

สัจจธรรมทั้งหมดมีอยู่ประจำโลกอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสรู้สัจจธรรมนั้นแล้ว ก็นำมาสั่งสอนสัตว์โลก เพราะอัธยาศัยของสัตว์ไม่เหมือนกัน หยาบบ้าง ประณีตบ้าง พระองค์จึงเปลืองคำสอนไว้มากถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เมื่อมีนักปราชญ์ฉลาดสรรหาคำพูดให้สมบูรณ์ที่สุด เพื่อจะอธิบายสัจจธรรมนั้นนำมาตีแผ่เผยแจ้งแก่ผู้มุ่งสัจจธรรมด้วยกัน เราย่อมต้องอาศัยแนวทางในสัจจธรรมนั้น ที่ตนเองไตร่ตรองเห็นแล้วว่าถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดนำเผยแผ่ออกไปอีก โดยไม่คำนึงถึงคำพูด หรือไม่ได้ยึดติดในอักขระพยัญชนะตัวใดเลยแม้แต่น้อยนิดเดียว.

ละเอียด

หลวงพ่อเบธ วัดป่าโคกหม่อน ได้เข้าสนทนาธรรมถึงการปฏิบัติทางสมาธิภาวนา เล่าถึงผลการปฏิบัติขั้นต่อๆไปว่าได้บำเพ็ญสมาธิภาวนามานานให้จิตเข้าถึงอัปปนาสมาธิได้เป็นเวลานานๆก็ได้ ครั้นถอยจากสมาธิออกมา บางทีก็เกิดความรู้สึกเอิบอิ่มอยู่เป็นเวลานาน บางทีก็เกิดความสว่างไสว เข้าใจสรรพางค์กายได้ครบถ้วน หรือมีอะไรต้องปฏิบัติต่อไปอีก

หลวงปู่ว่า

"อาศัยพลังอัปปนาสมาธินั่นแหละ มาตรวจสอบจิต แล้วปล่อยวางอารมณ์ทั้งหมด อย่าให้เหลืออยู่."

[Webmaster-คืออาศัยสมาธินั่นแหละเป็นกำลัง แล้วนำมาตรวจสอบจิตหรือการเจริญวิปัสสนานั่นเองเป็นสาระสำคัญ ก็เพื่อให้เกิดปัญญาญาณคือนิพพิทาญาณเพื่อการปล่อยวาง]

ว่าง

ในสมัยต่อมา หลวงพ่อเบธ พร้อมด้วยพระสหธรรมิกอีกสองรูป และมีคฤหัสถ์หลายคนด้วย เข้านมัสการหลวงปู่ฯ

หลังจากหลวงปู่ได้แนะนำข้อปฏิบัติแก่ผู้ที่เข้ามาใหม่แล้ว หลวงพ่อเบธถามถึงข้อปฏิบัติที่หลวงปู่แนะเมื่อคราวที่แล้ว ว่าการปล่อยวางอารมณ์นั้น ทำได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรือชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ไม่อาจให้อยู่ได้เป็นเวลานานฯ

หลวงปู่ว่า

"แม้ที่ว่าปล่อยวางอารมณ์ได้ชั่วขณะหนึ่งนั้น ถ้าสังเกตุจิตไม่ดีหรือสติไม่สมบูรณ์เต็มที่แล้ว ก็อาจเป็นไปได้ว่าละจากอารมณ์หยาบไปอยู่กับอารมณ์ละเอียดก็ได้ จึงต้องหยุดความคิดทั้งปวงเสียแล้วปล่อยจิตให้ตั้งอยู่บนความไม่มีอะไรเลย."

[หมายเหตุ Webmaster - การ"ละจากอารมณ์หยาบไปอยู่กับอารมณ์ละเอียด" เป็นสิ่งที่ควรสังวรระวังอย่างมาก เพราะนักปฏิบัติจะไปยึดความสงบ ความสบาย ความสุข อันเกิดจากการปฏิบัติ แทนอารมณ์หยาบเดิมๆ ด้วยความเคยชินจากการสั่งสมปฏิบัติเดิมๆนั่นเอง จึงคอยจับจ้องคอยยึดอยู่โดยไม่รู้ตัวและด้วยความไม่รู้, ซึ่งเป็นการปฏิบัติผิด ไม่ถูกทางเช่นกัน, ต้องไม่ยึดมั่น ไม่หมายมั่น ในความสงบความสุขความสบายอันเกิดขึ้นจากการปฏิบัติสมาธิหรือฌานที่ถูกต้องเพราะย่อมระงับทุกข์เป็นบางส่วนคือนิวรณ์๕ ได้ระยะหนึ่งนั่นเอง กล่าวคือยังต้องดำเนินการวิปัสสนาเป็นสำคัญควบคู่ไปด้วย จึงดีงาม, ผู้เขียนมีประสบการณ์แบบนี้มาแล้วจึงอยากเตือนกันไว้บ้าง]

ไม่ค่อยแจ่ม

กระผมได้อ่านประวัติการปฏิบัติธรรมของหลวงปู่เมื่อสมัยเดินธุดงค์ว่า หลวงปู่เข้าใจเรื่องจิตได้ดีว่า จิตปรุงกิเลส หรือว่ากิเลสปรุงจิต ข้อนี้หมายความว่าอย่างไร ฯ

หลวงปู่อธิบายว่า

"จิตปรุงกิเลส คิอ การที่จิตบังคับให้กาย วาจา ใจ กระทำสิ่งภายนอก ให้มี ให้เป็น ให้เลว ให้เกิดวิบาก แล้วยึดติดอยู่ว่า นั่นเป็นตัว นั่นเป็นตน ของเรา ของเขา

กิเลสปรุงจิต คือ การที่สิ่งภายนอกเข้ามา ทำให้จิตเป็นไปตามอำนาจของมัน แล้วยึดว่ามีตัว มีตนอยู่ สำคัญผิดจากความเป็นจริงอยู่รํ่าไป."

ความหลังยังฝังใจ

ครั้งหนึ่งหลวงปู่ไปพักผ่อนที่วัดโยธาประสิทธิ์ พระเณรจำนวนมากพากันมากราบนมัสการหลวงปู่ ฟังโอวาสของหลวงปู่แล้ว หลวงตาพลอยผู้บวชเมื่อแก่ แต่สำรวมดี ได้ปรารภถึงตนเองว่า กระผมบวชมานานก็พอสมควรแล้ว ยังไม่อาจตัดห่วงอาลัยในอดีตได้แม้ตั้งใจอย่างไรก็ยังเผลอจนได้ ขอทราบอุบายวิธีอย่างอื่นเพื่อปฏิบัติตามแนวนี้ต่อไปด้วยครับกระผม ฯ

หลวงปู่ว่า

"อย่าให้จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอก ถ้าเผลอ เมื่อรู้ตัวให้รีบดึงกลับมา อย่าปล่อยให้มันรู้อารมณ์ดีชั่ว สุขหรือทุกข์ ไม่คล้อยตาม และไม่หักหาญ."

[Webmaster-อารมณ์ ที่หมายถึง สิ่งที่จิตไปยึดติดหรือกำหนดในขณะนั้นๆ ดังนั้นอารมณ์ภายนอกจึงหมายถึง สิ่งที่จิตไปกำหนดหรือยึดไว้ในขณะนั้นๆ เช่นใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ คือกามทั้ง๕ใดๆ]

รู้จากการเรียนรู้ กับ รู้จากการปฏิบัติ

ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ที่กระผมจำจากตำราและฟังครูสอนนั้น จะตรงกับเนื้อหาตามที่หลวงปู่เข้าใจหรือ ฯ

หลวงปู่อธิบายว่า

"ศีล คือ ปรกติจิตที่อยู่อย่างปราศจากโทษ เป็นจิตที่มีเกราะกำบังป้องกันการกระทำชั่วทุกอย่าง, สมาธิ ผลสืบเนื่องมาจากการรักษาศีล คือ จิตที่มีความมั่นคง มีความสงบเป็นพลัง ที่จะส่งต่อไปอีก(ให้ปัญญานั่นเอง-webmaster), ปัญญา ผู้รู้ คือ จิตที่ว่างเบาสบาย รู้แจ้งแทงตลอดตามความเป็นจริงอย่างไร ฯ. วิมุตติ คือ จิตที่เข้าถึงความว่าง จากความว่าง คือ ละความสบาย เหลือแต่ความไม่มี ไม่เป็น ไม่มีความคิด(หมายถึง ไม่มีเฉพาะความคิดปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านเท่านั้น-webmaster)เหลืออยู่เลย."

หยุด ต้องหยุดให้เป็น

นักปฏิบัติกราบเรียนหลวงปู่ว่า กระผมพยายามหยุดคิดหยุดนึก(คือไปพยายามผิดคือไปหยุดคิดนึกทั้งปวง หรือคิดหาทางที่จะหยุดคิด จนกลายเป็นความคิดชนิดคิดปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านไปในการหยุดคิดเสีย - webmaster)ให้ได้ตามที่หลวงปู่เคยสอน แต่ไม่เป็นผลสำเร็จสักที ซํ้ายังเกิดความอึดอัด แน่นใจ สมองมึนงง แต่กระผมก็ยังศรัทธาว่าที่หลวงปู่สอนไว้ย่อมไม่ผิดพลาดแน่ ขอทราบอุบายวิธีต่อไปด้วย ฯ

หลวงปู่บอกว่า

"ก็แสดงถึงความผิดพลาดอยู่แล้ว เพราะบอกให้หยุดคิดหยุดนึก ก็กลับไปคิด(ปรุงแต่งคือฟุ้งซ่าน)ที่จะหยุดคิดเสียอีกเล่า แล้วอาการหยุดคิด(ปรุงแต่งคือฟุ้งซ่าน)จะอุบัติขึ้นได้อย่างไร จงกำจัดอวิชชาแห่งการหยุดคิดหยุดนึก(ปรุงแต่งคือฟุ้งซ่าน)เสียให้สิ้น เลิกล้มความคิดที่จะหยุดคิด(คือหยุดฟุ้งซ่านกับการหาทางหยุดคิด หรือก็คืออุเบกขา)เสียก็สิ้นเรื่อง."

ผลคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกัน

แรม ๒ คํ่า เดือน ๑๑ เป็นวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่ ซึ่งพอดีกับวันออกพรรษาแล้วได้ ๒ วันของทุกปี สานุศิษย์ทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติก็นิยมเดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่ เพื่อศึกษาและไตร่ถามข้อวัตรปฏิบัติ หรือรายงานผลของการปฏิบัติตลอดพรรษา ซึ่งเป็นกิจที่ศิษของหลวงปู่กระทำอยู่เช่นนี้ตลอดมา ฯ

หลังจากฟังหลวงปู่แนะนำข้อวัตรปฏิบัติอย่างพิสดารแล้ว หลวงปู่จบลงด้วยคำว่า

"การศึกษาธรรม ด้วยการอ่านการฟัง สิ่งที่ได้ก็คือ สัญญา (ความจำได้) การศึกษาธรรมด้วยการลงมือปฏิบัติ สิ่งที่เป็นผลของการปฏิบัติ คือ ภูมิธรรม."

มีอยู่จุดเดียว

ในนามสัทธิวิหาริกของหลวงปู่ มีพระมหาทวีสุข สอบเปรียญ ๙ ประโยค ได้เป็นองค์แรก ทางวัดบูรพารามจึงจัดฉลองพัดประโยค ๙ ถวาย ฯ

หลังพระมหาทวีสุขถวายสักการะแก่หลวงปู่แล้ว ท่านได้ให้โอวาสแบบปรารภธรรมว่า "ผู้ที่สามารถสอบเปรียญ ๙ ประโยคได้นั้น ต้องมีความเพียรอย่างมาก และมีความฉลาดเพียงพอ เพราะถือว่าเป็นการจบหลักสูตรฝ่ายปริยัติ และต้องแตกฉานในพระไตรปิฎก การสนใจทางปริยัติอย่างเดียวพ้นทุกข์ทุกข์ไม่ได้ ต้องสนใจปฏิบัติทางจิตต่อไปอีกด้วย." ฯ

หลวงปู่กล่าวว่า

"พระธรรมทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น ออกไปจากจิตของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างออกจากจิต อยากรู้อะไรค้นได้ที่จิต."

หวังผลไกล

เมื่อมีแขกหรืออุบาสกอุบาสิกาไปกราบนมัสการหลวงปู่ แต่หลวงปู่มีปรกติไม่เคยถามถึงเรื่องอื่นไกล มักถามว่า ญาติโยมเคยภาวนาบ้างไหม? บางคนก็ตอบว่าเคย บางคนก็ตอบว่าไม่เคย ในจำนวนนั้นมีคนหนึ่งฉะฉานกว่าใคร เขากล่าวว่า ดิฉันเห็นว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องมาวิปัสสนาอะไรให้มันลำบากลำบนนัก เพราะปีหนึ่งๆ ดิฉันก็ฟังเทศน์มหาชาติจบทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ตั้งหลายวัด ท่านว่าอานิสงส์การฟังเทศน์มหาชาตินี้จะได้ถึงศาสนาพระศรีอาริย์ ก็จะพบแต่ความสุขความสบายอยู่แล้ว(สีลัพพตปรามาส-Webmaster) ต้องมาทรมานให้ลำบากทำไม ฯ

"สิ่งประเสริฐอันมีอยู่เฉพาะหน้าแล้วไม่สนใจ กลับไปหวังไกลถึงสิ่งที่เป็นเพียงการกล่าวถึง เป็นลักษณะของคนที่ไม่เอาไหนเลย ก็ในเมื่อมรรคผลนิพพานในศาสนาสมณโคดมในปัจจุบันนี้ยังมีอยู่อย่างสมบูรณ์ กลับเหลวไหลไม่สนใจ เมื่อถึงศาสนาพระศรีอาริย์ ก็ยิ่งเหลวไหลมากกว่านี้อีก."

[หมายเหตุ Webmaster - แสดงให้เห็นสีลัพพตปรามาสในการปฏิบัติหรือยึดถือ]

โลกนี้ มันก็มีเท่าที่เราเคยรู้มาแล้วนั่นเอง

บางครั้งที่หลวงพ่อสังเกตเห็นว่า ผู้มาปฏิบัติยังลังเลใจ เสียดายในความสนุกเพลิดเพลินแบบโลกล้วน จนไม่อยากจะมาปฏิบัติธรรมฯ

ท่านแนะนำชวนคิดให้เห็นชัดว่า

"ขอให้ท่านทั้งหลาย จงสำรวจดูความสุขว่า ตรงไหนที่ตนเห็นว่ามันสุขที่สุดในชีวิต ครั้นสำรวจดูแล้ว มันก็แค่นั้นแหละ แค่ที่เราเคยพบมาแล้วนั่นเอง ทำไมจึงไม่มากกว่านั้น มากกว่านั้นไม่มีในโลกนี้ มีอยู่แค่นั้นเอง แล้วก็ซํ้าๆซากๆอยู่แค่นั้น เกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่รํ่าไป มันจึงน่าจะมีความสุขชนิดพิเศษกว่า ประเสริฐกว่านั้น ปลอดภัยกว่านั้น พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านจึงสละสุขส่วนน้อยนั้นเสีย เพื่อแสวงหาสุขอันเกิดจากความสงบกาย สงบจิต สงบกิเลส เป็นความสุขที่ปลอดภัยหาสิ่งใดเปรียบมิได้เลย."

ไม่ยาก สำหรับผู้ที่ไม่ติดอารมณ์

วัดบูรพารามที่หลวงปู่จำพรรษาตลอด ๕๐ ปี ไม่มีได้ไปจำพรรษาที่ไหนเลย เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง หน้าศาลากลางติดกับศาลจังหวัดสุรินทร์ ด้วยเหตุนี้จึงมีเสียงรบกวนความสงบอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อถึงฤดูงานช้างแฟร์หรือฤดูเทศกาลแต่ละอย่าง แสงเสียงอึกทึกครึกครื้นตลอดเจ็ดวันบ้าง สิบห้าวันบ้าง ภิกษุสามเณรผู้มีจิตใจยังอ่อนไหวอยู่ ย่อมได้รับความกระทบกระเทือนเป็นอย่างยิ่ง ฯ

เมื่อนำเรื่องนี้กราบเรียนหลวงปู่ทีไร ก็ได้คำตอบทำนองเดียวกันทุกครั้งว่า

"มัวสนใจอะไรกับสิ่งเหล่านี้ ธรรมดาแสงย่อมสว่าง ธรรมดาเสียงย่อมดัง หน้าที่ของมันเป็นเช่นนั้นเอง เราไม่ใส่ใจฟังเสียงก็หมดเรื่อง จงทำตัวเราไม่ให้เป็นปฎิปักษ์กับสิ่งแวดล้อม เพราะมันมีอยู่อย่างนี้ เป็นอยู่อย่างนี้เอง เพียงแต่ทำความเข้าใจกับมันให้ถ่องแท้ด้วยปัญญาอันลึกซึ้งเท่านั้นเอง."

กล่าวเตือน

บางครั้งหลวงปู่แทบจะรำคาญกับพวกที่ปฏิบัติเพียงไม่กี่มากน้อย ก็มาถามแบบเร่งผลให้ทันตาเห็น ฯ

ท่านกล่าวเตือนว่า

"การปฏิบัติ ให้มุ่งปฏิบัติเพื่อสำรวม เพื่อความละ เพื่อคลายความกำหนัดยินดี เพื่อความดับทุกข์ ไม่ใช่เพื่อสวรรค์วิมาน หรือแม้แต่นิพพานก็ไม่ต้องตั้งเป้าหมายเพื่อจะเห็นทั้งนั้น ให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ไม่ต้องอยากเห็นอะไร เพราะนิพานมันเป็นของว่างไม่มีตัวไม่มีตน หาที่ตั้งไม่ได้ หาที่เปรียบไม่ได้ ปฏิบัติไปจึงจะรู้เอง."

ละอย่างหนึ่ง ติดอีกอย่างหนึ่ง

ลูกศิษย์ฝ่ายคฤหัสถ์ผู้ปฏิบัติธรรมคนหนึ่ง เข้านมัสการหลวงปู่ รายงานผลการปฏิบัติให้หลวงปู่ฟังด้วยความภาคภูมิใจว่า ปลื้มใจอย่างยิ่งที่ได้พบหลวงปู่วันนี้ ด้วยกระผมปฏิบัติตามที่หลวงปู่แนะนำก็ได้ผลไปตามลำดับ คือ เมื่อลงมือนั่งภาวนาก็เริ่มละสัญญาอารมณ์ภายนอกหมด จิตก็หมดความวุ่น จิตรวม จิตสงบ จิตดิ่งลงสู่สมาธิ หมดอารมณ์อื่น เหลือแต่ความสุข สุขอย่างยิ่ง เย็นสบาย แม้จะให้อยู่ตรงนี้นานเท่าไรก็ได้ ฯ

หลวงปู่ยิ้มแล้วพูดว่า

"เออ ก็ดีแล้วที่ได้ผล พูดถึงสุขในสมาธิมันก็สุขจริงๆ จะเอาอะไรมาเปรียบเทียบไม่ได้ แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้น มันก็ได้แค่นั้นแหละยังไม่เกิดปัญญาอริยมรรค ที่จะตัดภพ ชาติ ตัณหา อุปาทานได้ ให้ละสุขนั้นเสียก่อน แล้วพิจารณาขันธ์ ๕ ให้แจ่มแจ้งต่อไป."

[หมายเหตุ Webmaster - ภพ ชาติ ตัณหา อุปาทาน ที่หลวงปู่กล่าวถึงนั้น หมายถึงองค์ธรรมต่างๆในปฏิจจสมุปบาท]

ตัวอย่างเปรียบเทียบ

มรรคผลนิพพาน เป็นสิ่งปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้จำเพาะตนโดยแท้ ผู้ใดปฏิบัติเข้าถึง ผู้นั้นเห็นเอง แจ่มแจ้งเอง หมดสงสัยในพระศาสนาได้โดยสิ้นเชิง มิฉนั้นแล้วจะต้องเดาเอาอยู่รํ่าไป แม้จะมีผู้อธิบายให้ลึกซึ้งอย่างไร ก็รู้ได้แบบเดา สิ่งใดยังเดาอยู่สิ่งนั้นก็ยังไม่แน่นอน ฯ

ยกตัวอย่างเช่น เต่ากับปลา เต่าอยู่ได้สองโลกคือ โลกบนบกกับโลกในนํ้า ส่วนปลาอยู่ได้โลกเดียวคือในนํ้า ขืนมาบนบกก็ตายหมด ฯ

วันหนึ่ง เต่าลงไปในนํ้าแล้ว ก็พรรณนาความสุขสบายบนบกให้ปลาฟังว่า มันมีแต่ความสุขสบาย แสงสีสวยงาม ไม่ต้องลำบากเหมือนอยู่ในนํ้า ฯ

ปลาพากันฟังด้วยความสนใจ และอยากเห็นบก จึงถามเต่าว่า บนบกลึกมากไหม เต่าว่า มันจะลึกอะไร ก็มันบก ฯ

เอ บนบกนั้นมีคลื่นมากไหม มันจะคลื่นอะไรก็มันบก ฯ

เอ บนบกมีเปือกตมมากไหม มันจะมีอะไรก็มันบก ฯ

ให้สังเกตดูคำที่ปลาถาม เอาแต่ความรู้ที่มีอยู่ในนํ้าถามเต่า เต่าก็ได้แต่ปฏิเสธ

"จิตปุถุชนที่เดามรรคผลนิพพาน ก็ไม่ต่างอะไรกับปลา."

ไม่เคยเห็นหวั่นไหวในเหตุการณ์อะไร

เวลา ๔ ทุ่มผ่านไปแล้ว เห็นหลวงปู่ยังนั่งพักผ่อนอยู่ตามสบายจึงเข้าไปกราบเรียนว่า หลวงปู่ครับ หลวงปู่ขาวมรณภาพเสียแล้ว หลวงปู่ก็แทนที่จะถามว่า ด้วยเหตุใด เมื่อไร ก็ไม่ถาม กลับพูดต่อไปเลยว่า

"เออ ท่านอาจารย์ขาว ก็หมดภาระการแบกหามสังขารเสียที พบกันเมื่อ ๔ ปีที่ผ่านมาเห็นลำบากสังขาร ต้องให้คนอื่นช่วยเหลืออยู่เสมอ เราไม่มีวิบากของสังขาร เรื่องวิบากของสังขารนี้ แม้จะเป็นพระอริยเจ้าชั้นไหนก็ต้องต่อสู้จนกว่าจะขาดจากกัน ไม่เกี่ยวข้องกันอีก แต่ตามปรกติสภาวะของจิตนั้นมันก็ยังอยู่กับสิ่งเหล่านี้เอง เพียงแต่จิตที่ฝึกดีแล้วเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นย่อมละและระงับได้เร็วไม่กังวล ไม่ยึดถือ หมดภาระเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น มันก็แค่นั้นเอง."

ผู้ที่เข้าใจธรรมะได้ถูกต้อง หายาก

เมื่อไฟไหม้จังหวัดสุรินทร์ครั้งใหญ่ได้ผ่านไปแล้ว ผลคือความทุกข์ยากสูญสิ้นเนื้อประดาตัว และเสียใจอาลัยอาวรณ์ในทรัพย์สิน ถึงขั้นเสียสติไปก็มีหลายราย วนเวียนมาลำเลิกให้หลวงปู่ฟังว่า อุตส่าห์ทำบุญเข้าวัด ปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ทำไมบุญกุศลจึงไม่ช่วย ทำไมธรรมะจึงไม่ช่วยคุ้มครอง ไฟไหม้บ้านวอดวายหมด แล้วเขาเหล่านั้นก็เลิกเข้าวัดทำบุญไปหลายราย เพราะธรรมะไม่ช่วยเขาให้พ้นจากไฟไหม้บ้าน ฯ

หลวงปู่ว่า

"ไฟมันทำตามหน้าที่ของมัน ธรรมะไม่ได้ช่วยใครในลักษณะนั้น หมายความว่า ความอันตรธาน ความวิบัติ ความเสื่อมสลาย ความพลัดพรากจากกัน มันมีประจำโลกอยู่แลัวสิ่งเหล่านี้(สภาวะธรรมชาติ-ผู้เขียน) ทีนี้ผู้มีธรรม ผู้ปฏิบัติธรรมะ เมื่อประสบกับภาวะเช่นนั้นแล้ว จะวางใจอย่างไรจึงไม่เป็นทุกข์ อย่างนี้ต่างหาก ไม่ใช่ธรรมะไม่ให้แก่ ไม่ให้ตาย ไม่ให้หิว ไม่ให้ไฟไหม้ ไม่ใช่อย่างนั้น."

[หมายเหตุ Webmaster - ผู้เขียนเมื่อปฏิบัติใหม่ๆอันเป็นไปตามความเชื่อความยึดเดิมๆที่แอบซ่อนอยู่ในจิตตามที่ได้สืบทอดกันต่อๆมา การปฏิบัติจึงเป็นเพื่อหวังบุญ หวังกุศล ก็ด้วยหวังว่าบุญกุศลนั้นจะยังประโยชน์โดยตรง ในอันที่จะไม่ให้เกิดทุกข์ โศก โรคภัย ฯ กล่าวคือ เพื่อไม่ให้เกิด ไม่ให้มี ไม่ให้เป็น, อยากให้เป็นดังนี้ ดังนั้น เป็นต้น. อันล้วนเป็นความเข้าใจผิดที่เรียกว่า ทิฏฐุปาทาน หรือสีลัพพตปรามาส หรือ อันเป็นธรรมหรือสิ่งที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์(สังโยชน์) อันทำให้ไม่สามารถเจริญในธรรมได้เพราะความไม่เข้าใจสภาวธรรมอันถูกต้องแท้จริงดังที่หลวงปู่กล่าวไว้ เมื่อปฏิบัติอย่างถูกต้องจึงจะยังให้เกิดประโยชน์โดยตรงและยิ่งใหญ่ได้]

ต้องปฏิบัติจึงหมดสงสัย

เมื่อมีผู้ถามถึง การตาย การเกิดใหม่ หรือถามถึงชาติหน้า ชาติหลัง หลวงปู่ไม่เคยสนใจที่จะตอบ หรือมีผู้กล่าวค้านว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่มีประการใด หลวงปู่ไม่เคยคว้าหาเหตุผลเพิ่อจะเอาค้านใคร หรือไม่เคยหาหลักฐานเพื่อยืนยัน เพื่อให้ใครยอมจำนนแต่ประการใด ท่านกลับแนะนำว่า

"ผู้ปฏิบัติที่แท้จริงนั้น ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงชาติหน้าชาติหลังหรือนรกสวรรค์อะไรก็ได้ ให้ตั้งใจปฏิบัติให้ตรง ศีล สมาธิ ปัญญาอย่างแน่วแน่ก็พอ ถ้าสวรรค์มีจริงถึง ๑๖ ชั้นตามตำรา ผู้ปฏิบัติดีแล้ว ก็ได้เลื่อนฐานะตนเองโดยลำดับ หรือถ้าสวรรค์นรกไม่มีเลย ผู้ปฏิบัติดีแล้วขณะนี้ย่อมไม่ไร้ประโยชน์ ย่อมอยู่เป็นสุขเป็นมนุษย์ชั้นเลิศ "การฟังจากคนอื่น การค้นคว้าจากตำรานั้น ไม่อาจแก้ข้อสงสัยได้ ต้องเพียรปฏิบัติ ทำวิปัสสนาญาณ ให้แจ้งความสงสัยก็หมดไปเองโดยสิ้นเชิง."

[หมายเหตุ Webmaster - เรื่องชาติหน้า ชาติหลัง แม้องค์พระบรมศาสดาก็ไม่ทรงพยากรณ์ ดังความแสดงใน จูฬมาลุงโกยวาทสูตร ว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ๑๐ เพราะความที่ไม่เป็นไปเพื่อการดับชาติ ชรา-มรณะ หรือก็คือเพื่อการดับทุกข์ในปัจจุบัน ผู้ที่เกิดวิปัสสนาญาณแล้วก็ย่อมรู้ได้ด้วยอาการปัจจัตตังในที่สุด แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นเยี่ยงไร ผู้ฟังก็ย่อมไม่สามารถเข้าใจหรือพิสูจน์ได้ตามคำสอนนั้นๆ นอกจากน้อมเชื่อด้วยศรัทธาหรือน้อมเชื่อแบบอธิโมกข์อันงมงาย และไม่เป็นเรื่องของการปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ในปัจจุบัน จึงรังแต่จะเป็นโทษแก่ผู้ฟังเป็นที่สุด และจะเป็นที่ถกเถียงกันไม่รู้จบ หาเหตุหาผลมาถกหักล้างกันไม่รู้จักสิ้น แม้ตราบเท่าทุกวันนี้ เพราะทั้งผู้พูดและผู้ฟังย่อมไม่สามารถพิสูจน์ให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นอะไรๆได้ตามตนเอง]

เขาต้องการอย่างนั้นเอง

แม้จะมีคนเป็นกลุ่ม อยากฟังความคิดเห็นของหลวงปู่เรื่องเวียนว่ายตายเกิด ยกบุคคลมาอ้างว่า ท่านผู้นั้นผู้นี้สามารถระลึกชาติย้อนหลังได้หลายชาติว่าตนเคยเกิดเป็นอะไรบ้าง และใครเคยเป็นแม่เป็นญาติกันบ้าง

หลวงปู่ว่า

"เราไม่เคยสนใจเรื่องอย่างนี้ แค่อุปจารสมาธิก็เป็นได้แล้วทุกอย่าง มันออกไปจากจิตทั้งหมด อยากรู้อยากเห็นอะไร จิตมันบันดาลให้รู้ให้เห็นได้ทั้งนั้น และรู้ได้เร็วเสียด้วย หากพอใจเพียงแค่นี้ ผลดีที่ได้ก็คือ ทำให้กลัวการเวียนว่ายตายเกิดในภพที่ตํ่า แล้วตั้งใจทำดี บริจาคทาน รักษาศีล แล้วก็ไม่เบียดเยียนกัน พากันกระหยิ่มยิ้มย่องในผลบุญของตน ส่วนการที่จะกำจัดกิเลสเพื่อทำลายอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เข้าถึงความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง อีกอย่างหนึ่งต่างหาก."

ไม่มีนิทานสาธก

อยู่ใกล้ชิดหลวงปู่ตลอดระยะเวลายาวนาน คำสอนของท่านไม่เคยมีนิทานสาธก หรือนิทานสนุกอะไรที่หลวงปู่ยกมาบรรยายให้ฟังสนุกๆเลย ไม่ว่าชาดกหรือเรื่องประกอบปัจจุบันฯ

คำสอนของท่านล้วนแต่เป็นสัจจธรรมขั้นปรมัตถ์ หรือไม่ก็เป็นคำจำกัดความอย่างกะทัดรัด ชนิดระมัดระวัง หรือคล้ายประหยัดคำพูดอย่างยิ่ง แม้แต่การสอนพิธีกรรม หรือศาสนพิธีและการทำบุญบริจาคทานอะไร ในระดับศีลธรรมหลวงปู่ทำในระดับปล่อยวางหมด ส่วนมากหลวงปู่กล่าวว่า

"เรื่องพิธีกรรม หรือบุญกริยาวัตถุต่างๆทั้งหลาย ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยังใ ห้เกิดกุศลได้อยู่ หากแต่ว่าสำหรับนักปฏิบัติแล้ว อาจถือได้ว่าเป็นไปเพื่อกุศลเพียงนิดหน่อยเท่านั้นเอง."

ปฏิปุจฉา

ด้วยความคุ้นเคยและอยู่ใกล้ชิดหลวงปู่มาเป็นเวลานาน เมื่ออาตมาถามปัญหาอะไรท่าน หลวงปู่ท่านมักจะตอบด้วยการย้อนกลับคืน ทำนองให้คิดหาคำตอบเอาเอง ฯ

เช่นถามว่า พระอรหันต์ท่านมีใจสะอาด สว่างแล้ว ท่านอาจรู้เลขหวยได้อย่างแม่นยำหรือครับ ฯ

ท่านตอบว่า "พระอรหันต์ ท่านใส่ใจเพื่อจะรู้สิ่งเหล่านี้หรือ"

ถามว่า พระอรหันต์ท่านเคยนอนหลับฝันเหมือนคนธรรมดาด้วยหรือเปล่าครับ ฯ

ท่านตอบว่า "การหลับแล้วเกิดฝัน เป็นเรื่องของสังขารขันธ์ไม่ใช่หรือ."

ถามว่าพระปุถุชนธรรมดายังหนาด้วยกิเลส แต่มีความสามารถสอนคนอื่นให้เขาบรรลุถึงอรหันต์ เคยมีบ้างไหมครับหลวงปู่ ฯ

ท่านตอบว่า "หมอบางคน ทั้งที่ตัวเองยังมีโรคอยู่ แต่ก็เคยรักษาคนอื่นให้หายจากโรคได้ มีอยู่ทั่วไปไม่ใช่หรือ."

[หมายเหตุ Webmaster - การหลับแล้วฝันเป็นเรื่องของสังขารขันธ์ จึงหมายถึงย่อมเกิดขึ้นแก่ทุกคนที่ยังดำรงขันธ์อยู่ จึงยังคงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา]

ปรกตินิสัยประจำตัวของหลวงปู่

ทางกาย มีร่างกายแข็งแรง กระฉับกระเฉงว่องไว สมสัดส่วนสะอาดปราศจากกลิ่นตัว มีอาพาธน้อย ท่านจะสรงนํ้าอุ่นวันละครั้งเท่านั้น

ทางวาจา เสียงใหญ่ แต่พูดเบา พูดน้อย พูดสั้น พูกจริง พูดตรง ปราศจากมายาทางคำพุด คือ ไม่พูดเลียบเคียง ไม่พูดโอ๋ ไม่พูดปลอบโยน ไม่พูดประชด ไม่พูดนินทา ไม่พูดขอร้อง ขออภัย ไม่พูดขอโทษ ไม่พูดถึงความฝัน ไม่พูดเล่านิทานชาดกหรือนิทานปรัมปรา เป็นต้น ฯ

ทางใจ มีสัจจะ ตั้งใจทำสิ่งใดแล้วทำโดยสำเร็จ มีเมตตากรุณาเป็นประจำ สงบเสงี่ยมเยือกเย็น อดทน ไม่เคยมีอาการกระวนกระวายวู่วาม ไม่แสดงอาการอึดอัดหงุดหงิด หรือรำคาญ ไม่แสวงหาของหรือสั่งสมหรืออาลัยอาวรณ์กับของที่สูญหาย ไม่ประมาท รุ่งเรืองด้วยสติสัมปชัญญะและเบิกบานอยู่เสมอ เป็นอยู่โดยปราศจากทุกข์ ไม่หวั่นไหวไปตามเหตุการณ์ ไม่ถูกภาวะอื่นครอบงำ

ท่านสอนอยู่เสมอว่า

"ให้ทำความเข้าใจกับสภาวธรรมอย่างชัดแจ้งว่า เกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง สลายไป อย่าทุกข์โศกเพราะสภาวะนั้นเป็นเหตุ."

มีเวทนาหนัก แต่ไม่หนักด้วยเวทนา

หลวงปู่อาพาธหนักอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ. เป็นวันที่ ๑๗ ของการอยู่โรงพยาบาล คืนนั้น หลวงปู่มีอาการอ่อนเพลียอย่างมากถึงกับต้องให้ออกซิเจนช่วยหายใจโดยตลอด เวลาดึกมากแล้วคือหกทุ่มกว่า ท่านอาจารย์ยันตระ พร้อมบริวารหลายท่าน เข้าไปขอกราบเยี่ยมหลวงปู่ เห็นเป็นกรณีพิเศษจึงให้ท่านเข้าไปกราบเยี่ยมได้ หลวงปู่นอนตะแคงขวา หลับตาตลอด เมื่อคณะของอาจารย์ยันตระกราบนมัสการแล้ว ท่านอาจารย์ยันตระขยับก้มไปชิดหูหลวงปู่แล้วถามว่า "หลวงปู่ยังมีเวทนาอยู่หรือ"

หลวงปู่ตอบว่า

"เวทนากับร่างกายนั้นมีอยู่ตามธรรมชาติของมัน แต่ไม่ได้เสวยเวทนานั้นเลย"

[หมายเหตุ Webmaster - เวทนาหรือทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นนั้น เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิต ที่ย่อมต้องเกิดขึ้นจากการผัสสะของอายตนะต่างๆเป็นธรรมดา ในทุกรูปนามหรือทุกบุคคลเขาเรา ท่านจึงคงมีทุกขเวทนาทางกายเป็นธรรมดาโดยธรรมชาติ แต่องค์ท่านไม่เสพเสวยกล่าวคืิอไม่ไปพัวพัน ไม่ไปปรุงแต่ง หรือไปยึดมั่นจนทุกขเวทนาอันเป็นทุกข์เป็นธรรมดาโดยธรรมชาติหรือเป็นทุกข์ธรรมชาติของชีวิตนั้น เกิดการแปรปรวนไปเป็นอุปาทานเวทนาคือเวทนูปาทานขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทานอันแสนเร่าร้อนเผาลนทุรายกว่าทุกข์ธรรมชาติยิ่งนัก กล่าวคือไม่เสพเสวยอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์ที่แสนเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายอันเกิดจากการฟุ้งซ่านหรือส่งจิตออกนอกไปปรุงแต่ง ดังที่เกิดขึ้นในองค์ธรรมชราในปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง]

เดินทางลัด ที่ปลอดภัย

เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๒๖ ก่อนที่หลวงปู่จะกลับจากโรงพยาบาลจุฬาฯ ได้ชักชวนกันทำบุญถวายสังฆทาน เพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่บรรพชนที่สร้างโรงพยาบาลฯ ที่ล่วงลับแล้วฯ

เมื่อพิธีถวายสังฆทานผ่านไปแล้ว มีนายแพทย์และนางพยาบาลจำนวนหนึ่งเข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่ แสดงความดีใจที่หลวงปู่หายจากอาพาธครั้งนี้ พร้อมทั้งกล่าวปิยวาจาว่า หลวงปู่มีสุขภาพอนามัยแข็งแรงดี หน้าตาสดใสเหมือนไม่ได้ผ่านการอาพาธมา คงจะเป็นผลจากการที่หลวงปู่มีภาวนาสมาธิจิตดี พวกกระผมมีเวลาน้อยหาโอกาสเพียรภาวนาสมาธิได้ยาก มีวิธีใดบ้างที่จะปฏิบัติได้ง่ายๆ หรือโดยย่อที่สุด ฯ

หลวงปู่ตอบว่า

"มีเวลาเมื่อไร ให้ปฏิบัติเมื่อนั้น, การฝึกจิต การพิจารณาจิตเป็นวิธีลัดสั้นที่สุด."

ทั้งหมดอยู่ที่ความประพฤติ

ตลอดชีวิตของหลวงปู่ ท่านไม่ยอมรับกับการถือฤกษ์งามยามดีอะไรเลย แม้จะถุกถามถูกขอให้บอกเพียงว่า จะบวชวันไหน จะสึกวันไหน หรือวันเดือนปีไหนดีเสียอย่างไร หลวงปู่ก็ไม่เคยเผลอเอออวยด้วย มักจะพูดว่าวันไหนเดือนไหนก็ดีทั้งนั้นแหละ คือ ถ้ามีผู้ขอเช่นนี้ ท่ายมักให้เขาหาเอาเอง หรือมักบอกว่าวันไหนก็ได้ ถ้าสะดวกดีแล้วเป็นฤกษ์ดีทั้งหมด ฯ

หลวงปู่สรุปลงว่า

"ทุกอย่างรวมอยู่ที่ความประพฤติ คือ ฤกษ์ดี ฤกษ์ร้าย โชคดี โชคร้าย เรื่องเคระห์ กรรม บาป บุญ อะไรทั้งหมดนี้ ล้วนออกไปจากความประพฤติของมนุษย์ทั้งนั้น"

[หมายเหตุ Webmaster - หลวงปู่สอนไว้ อันเป็นจริงยิ่ง และถูกต้องตามหลัก"อิทัปปัจจยตา" อันมีสาระสำคัญว่า"เพราะเหตุนี้มี ผลนี้จึงเกิดขึ้น" หรือธรรมใดเกิดแต่เหตุ อันคือกรรมที่หมายถึงการกระทำ-ความประพฤตินั่นเอง ล้วนมิได้เกิดแต่ฤกษ์ผานาทีเป็นสำคัญ ความสำคัญจึงขึ้นอยู่ที่กรรมคือการประพฤติหรือการกระทำเป็นสำคัญ อันเป็นดั่งพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า "บุคคลประพฤติชอบเวลาใด เวลานั้นได้ชื่อว่า เป็นฤกษ์ดี เป็นมงคลดี เป็นเช้าดี อรุณดี เป็นขณะดี ยามดี และ(นับด้วยว่า)เป็นอันได้ทําบูชาดีแล้วในท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลาย แม้กายกรรมของเขาก็เป็นสิทธิโชค วจีกรรมก็เป็นสิทธิโชค มโนกรรมก็เป็นสิทธิโชค ประณิธานของเขาก็(ย่อมต้อง)เป็นสิทธิโชค ครั้นกระทํากรรม(การกระทําใดๆ)ทั้งหลายที่เป็นสิทธิโชคแล้ว เขาย่อมได้ประสบแต่ผลที่มุ่งหมายอันเป็นสิทธิโชค" (สุปุพพัณหสูตร)]

ไม่เคยกระทำแบบแสดง

หลวงปู่ไม่มีมารยาในทางอยากโชว์ เพื่อให้เด่น ให้สง่าแก่ตนเอง เช่นการถ่ายรูปของท่าน ถ้าใครอยากถ่ายรูปท่าน ก็ต้องหาจังหวะให้ดี ระหว่างที่ท่านห่มผ้าสังฆาฏิเรียบร้อย เพื่อลงปาฎิโมกข์หรือบวชนาคหรือเข้าพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วขอถ่ายรูปท่านในจังหวะนี้ย่อมได้ถ่าย เมื่อท่านอยู่ตามธรรมดา แล้วขอร้องท่านให้ลุกไปนุ่งห่มมาตั้งท่าให้ถ่าย แบบนี้หวังได้ยากอย่างยิ่ง เช่น มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งจากกรุงเทพฯ นำผ้าห่มชั้นดีมาถวายหลวงปู่เมื่อหน้าหนาว พอถึงเดือนห้าหน้าร้อน เผอิญเขาได้ไปกราบหลวงปู่อีก จึงขอให้ท่านเอาผ้ามาห่มให้เขาถ่ายรูปด้วย เพราะตอนถวายไม่ได้ถ่ายไว้ หลวงปู่ปฏิเสธว่า ไม่ต้องหรอก แม้เขาจะขอเป็นครั้งที่สองที่สาม ท่านก็ว่าไม่จำเป็นอยู่นั่นเองฯ

เมื่อสุภาพสตรีนั้นลากลับไปแล้ว อาตมาไม่ค่อยสบายใจจึงถามท่านว่า โยมเขาไม่พอใจ หลวงปู่ทราบไหม ฯ

หลวงปู่ยิ้มแล้วตอบว่า

"รู้อยู่ ที่เขามีความไม่พอใจ ก็เพราะใจเขามีความไม่พอ"

สิ้นชาติขาดภพ

พระมหาเถระผู้ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากัมมัฏฐาน สนทนาธรรมะขั้นปรมัตถ์กับหลวงปู่หลายข้อ แล้วลงท้ายด้วยคำถามว่า พระเถระนักปฏิบัติบางท่าน มีปฏิปทาดี น่าเชื่อถือ แม้พระด้วยกันก็ยอมรับว่าท่านเป็นผู้มั่นคงในพระศาสนา แต่ในที่สุดก็ไปไม่รอด ถึงขั้นต้องสึกหาลาเพศไปก็มี หรือไม่ก็ทำไขว้เขวประพฤติตนมัวหมองอยู่ในพระธรรมวินัยก็มี จึงไม่ทราบว่าจะปฏิบัติถึงขั้นไหนอีก จึงจะตัดวัฏสงสารให้สิ้นภพสิ้นชาติได้ ฯ

หลวงปู่กล่าวว่า

"การสำรวมสำเหนียกในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด และสมาทานถือธุดงค์นั้น เป็นปฏิปทาที่ดีงามอย่างยิ่ง น่าเลื่อมใส แต่ถ้าเจริญจิตไม่ถึงอธิจิิต อธิปัญญาแล้ว ย่อมเสื่อมลงได้เสมอ เพราะยังไม่ถึงโลกุตตรภูมิ ที่จริงพระอรหันต์ทั้งหลายท่านไม่ได้รู้อะไรมากมายเลย เพียงแต่เจริญจิตให้รู้ในขันธ์ ๕ แทงตลอดในปฏิจจสมุปบาท หยุดการปรุงแต่ง หยุดการแสวงหา หยุดกริยาจิต มันก็จบแค่นี้ เหลือแต่ บริสุทธิ์ สะอาด สว่าง มหาสุญตา ว่างมหาศาล

อยู่อย่างไรปลอดภัยที่สุด

จำได้ว่าเมื่อปี ๒๕๑๙ มีพระเถระ ๒ รูป เป็นพระฝ่ายวิปัสสนากัมัฏฐานจากอีสานเหนือแวะไปกราบมนัสการหลวงปู่ แล้วสนทนาธรรมเรื่องการปฏิบัติ เป็นที่เกิดศรัทธาปสาทะ และดื่มด่ำในรสพระธรรมอย่างยิ่ง ท่านเหล่านั้นกล่าวย้อนถึงคุณงามความดีตลอดถึงภูมิธรรมของครูบาอาจารย์ที่ตนเคยไปพำนักศึกษาปฏิบัติมาด้วยเป็นเวลานานว่า หลวงปู่องค์โน้นมีวิหารธรรมคืออยู่กับสมาธิตลอดเวลา อาจารย์นี้อยู่กับพรหมวิหารเป็นปรกติ คนจึงนับถือท่านมาก หลวงปู่องค์นั้นอยู่กับอัปปมัญญาพรหมวิหาร ลูกศิษย์ของท่านจึงมากมายทั่วสารทิศไม่มีประมาณ ดังนี้เป็นต้น ท่านจึงมีแต่ความปลอดภัยอันตรายตลอดมา ฯ

หลวงปู่กล่าว่า

เออ ท่านองค์ไหนมีภูมิธรรมแค่ไหน ก็อยู่กับภูมิธรรมนั้นเถอะ เราอยู่กับ " รู้ "

สนทนาต่อมา

ครั้นเมื่อพระเถระทั้ง ๒ รูปได้ฟังคำพูดของหลวงปู่ว่า หลวงปู่ท่านอยู่กับ " รู้ " ต่างองค์ก็นิ่งสงบชั่วระยะหนึ่ง แล้วก็เรียนถามหลวงปู่ต่อไปว่า อาการที่ว่าอยู่กับรู้ มีลักษณะเป็นอย่างไร ฯ

หลวงปู่ตอบอธิบายว่า

" รู้ " (อัญญา) เป็นปรกติจิตที่ "ว่าง สว่าง บริสุทธิ์ หยุดการปรุงแต่ง หยุดการแสวงหา หยุดกริยาของจิต ไม่มีอะไรเลย ไม่ยึดถืออะไรสักอย่าง."

Gifts He Left Behind
The Dhamma Legacy of Ajaan Dune Atulo
compiled by
Phra Bodhinandamuni
translated from the Thai by
Thanissaro Bhikkhu
© 2005–2010 Introduction
Many people have asked for Luang Pu's Dhamma talks, out of a desire to read them or listen to them, and I have to confess frankly that Luang Pu's Dhamma talks are extremely rare. This is because he never gave any formal sermons or discoursed at any great length. He simply taught meditation, admonished his students, answered questions, or discussed the Dhamma with other elder monks. He would speak in a way that was brief, careful, and to the point. In addition, he never gave sermons at formal ceremonies.

So in response to the desire and interest that many people have shown in Luang Pu's Dhamma, I have compiled this book of his short teachings — pure truths at the highest level, lessons and admonishments he gave his students, answers to questions, and passages from the Buddha's words in the Canon that he always liked to quote. Because I lived for a long time with him, to the end of his days, I have gathered these passages from memory or from notes in my journal. I have also included the events, locations, and people who were involved, to help make the passages easier to understand and more inviting to read.

It was noteworthy — and amazing — that even though Luang Pu normally wouldn't speak, or would speak as little as possible, he was still very quick and astute in his expression, never missing his mark. His words were brief but full of meaning, every sentence containing a message complete in itself. It was as if he would hypnotize his listeners, forcing them to ponder his words for a long time with their deepest discernment.

The reader — noticing that some of the passages here contain teachings that are ordinary, some that are amusing, and some that are pure truth on the ultimate level — may wonder why they weren't placed in ascending order, from easy to difficult, or from low to high. The reason I didn't place them in order like that is because each passage is complete on one page, and I wanted to vary the atmosphere. If this is inappropriate, unseemly, or faulty in any way, I ask that all those who are learned will be kind enough to forgive me, an author of very little intelligence.

Phra Khru Nandapaññabharana
(currently Phra Bodhinandamuni)
July 1, 1985
1. A Dhamma welcome
On December 18, 1979, Their Majesties the King and Queen paid a private visit to Luang Pu. After asking about his health and well-being, and engaging in a Dhamma conversation, the King posed a question: "In abandoning the defilements, which ones should be abandoned first?"

Luang Pu responded,

"All the defilements arise together at the mind. Focus right at the mind. Whichever defilement arises first, that's the one to abandon first."

2. No resistance
Each time, after Their Majesties came to visit Luang Pu and had dealt with the purpose of their visit, on taking their leave the King would say, "We request that you keep your aggregates (khandhas) going for more than one hundred years, to provide the general public with an object of respect. Can you accept our request?" Even though this was simply a polite formality, and the King's way of giving a blessing to Luang Pu, Luang Pu didn't dare accept, for he couldn't resist the nature of fabricated things. So he would respond,

"I'm afraid I can't accept. It all depends on how fabricated things go of their own accord."

3. On the four noble truths
A senior monk of the meditation tradition came to pay his respects to Luang Pu on the first day of the Rains Retreat in 1956. After giving him instruction and a number of teachings on profound matters, Luang Pu summarized the four noble truths as follows:

"The mind sent outside is the origination of suffering.
The result of the mind sent outside is suffering.
The mind seeing the mind is the path.
The result of the mind seeing the mind is the cessation of suffering."

4. Above & beyond words
A well-read layman was conversing with Luang Pu, saying, "I firmly believe that in our present day and age there are not just a few monks who have practiced to the point of reaching the paths, fruitions, and nibbana. So why don't they make their knowledge public, so that those who are interested in the practice will know of the levels of Dhamma they have attained, as a way of giving them encouragement and hope so that they'll accelerate their efforts to the utmost of their ability?"

Luang Pu answered,

"Those who have awakened don't talk of what they've awakened to, because it lies above and beyond all words."

5. A warning for heedless monks
"A monk who lives heedlessly simply counts his precepts as they're found in the textbooks, proud of himself that he has all of 227 precepts.

"But as for the number he's actually intent on observing, how many are they?"

6. Real but not for real
It's normal that when people practicing concentration start getting results, they can have their doubts about what they've experienced — for example, when they experience conflicting visions or start seeing parts of their own bodies. Many people came to Luang Pu, asking him to resolve their doubts or to give them advice on how to continue with their practice. And a lot of people would come to say that when meditating they saw hell or heaven or heavenly mansions, or else a Buddha image inside their body. "Was what I saw real?" they would ask.

Luang Pu would respond,

"The vision you saw was real, but what you saw in the vision wasn't."

7. Letting go of visions
The questioner might then ask, "You say that all these visions are external, and that I can't yet put them to any use; if I stay stuck simply on the vision I won't make any further progress. Is it because I've been staying so long with these visions that I can't avoid them? Every time I sit down to meditate, as soon as the mind gathers together it goes straight to that level. Can you give me some advice on how to let go of visions in an effective way?"

Luang Pu would respond,

"Oh, some of these visions can be lots of fun and really absorbing, you know, but if you stay stuck right there it's a waste of time. A really simple method for letting go of them is not to look at what you see in the vision, but to look at what's doing the seeing. Then the things you don't want to see will disappear on their own."

8. External things
On December 10, 1981, Luang Pu participated in the annual celebration at Wat Dhammamongkon on Sukhumvit Road in Bangkok. A large number of temporarily ordained women from a nearby teachers' college came to discuss the results of their vipassana practice, telling him that when their minds settled down they would see a Buddha image in their hearts. Some of them said that they saw the heavenly mansions awaiting them in heaven. Some saw the Culamani Stupa [a memorial to a relic of the Buddha kept in heaven]. They all seemed very proud of their success in their practice of vipassana.

Luang Pu said,

"All the things that appeared for you to see are still external. You can't take them as a substantial refuge at all."

9. Stopping to know
In March, 1964, a large number of scholarly and meditating monks — the first group of "Dhamma Missionaries" — came to pay their respects to Luang Pu and to ask for teachings and advice that they could use in their work of spreading the Dhamma. Luang Pu taught them Dhamma on the ultimate level, both for them to teach others and for them to put into practice themselves so as to reach that level of truth. In conclusion, he gave them a piece of wisdom for them to take and contemplate:

"No matter how much you think, you won't know.
Only when you stop thinking will you know.
But still, you have to depend on thinking so as to know."

10. Advancement or destruction
On that occasion, Luang Pu gave an admonition to the Dhamma missionaries, at one point saying,

"When you go out to disseminate and proclaim the Buddha's teachings, it can either lead to the advancement of the religion or to its destruction. The reason I say this is because the person of each Dhamma missionary is the determining factor. If, when you go, you behave in an appropriate way, keeping in mind the fact that you're a contemplative, with manners and behavior corresponding with what's proper for a contemplative, those who see you, if they don't yet have faith, will give rise to faith. As for those who already have faith, your behavior will increase their faith. But as for the missionaries who behave in the opposite fashion, it will destroy the faith of those who have faith, and will drive those who don't yet have faith even further away. So I ask that you be consummate both in your knowledge and your behavior. Don't be heedless or complacent. Whatever you teach people to do, you yourself should also do as an example for them."

11. On the ultimate level there's no desire
Before the Rains retreat in 1953, Luang Phaw Thaw, a relative of Luang Pu's who had ordained late in life, returned from many years of wandering with Ajaan Thate and Ajaan Saam in Phang-nga province to pay his respects to Luang Pu and to learn more about meditation practice. He spoke with Luang Pu on familiar terms, saying, "Now that you've built an ordination hall and this large, beautiful meeting hall, you've probably reaped a really huge amount of merit."

Luang Pu replied,

"What I built was built for the general good, the good of the world, of the monastery, and of the religion, that's all. As for reaping the merit, what would I want with merit like this?"

12. Teaching him a lesson?
Six years after the Second World War was over, the legacy of the war remained in the form of the poverty and difficulties caused by the shortages of food and materials that affected every home. In particular, there was a great shortage of cloth. If a monk or novice had even one complete set of robes, he was fortunate.

I was one of a large number of novices living with Luang Pu. One day Novice Phrom, another one of Luang Pu's nephews, saw Novice Chumpon wearing a beautiful new robe, so he asked him, "Where did you get that robe?" Novice Chumpon told him, "I was taking my turn attending to Luang Pu. He saw that my robe was torn, so he gave me a new one."

When it came Novice Phrom's turn to give Luang Pu a foot massage, he wore a torn robe, with the idea that he'd get a new robe, too. When he had finished his duties and was leaving, Luang Pu noticed the tear in the robe and was struck with pity for his nephew. So he got up, opened a cabinet, and handed his nephew something, saying,

"Here. Sew that up. Don't go around wearing a robe all torn like that."

Disappointed, Novice Phrom had to quickly accept the needle and thread from Luang Pu's hand.

13. Why do they suffer?
A middle-aged lady once came to pay respect to Luang Pu. She described her situation in life, saying that her social position was good and she had never lacked for anything. She was upset, though, over her son, who was disobedient, disorderly, and had fallen under the influence of every kind of evil amusement. He was laying waste to his parents' wealth, as well as to their hearts, in a way that was more than they could bear. She asked Luang Pu to advise her on an approach that would lessen her suffering, as well as getting her son to give up his evil ways.

Luang Pu gave her some advice on these matters, also teaching her how to quiet her mind and how to let go.

After she had left, he commented,

"People these days suffer because of thoughts."

14. Inspired words
Luang Pu continued with a Dhamma talk, saying, "Material things are already there in the world in a way that's perfectly complete. People who lack the discernment and ability can't take possession of them and so they have difficulties in providing for themselves. Those with the discernment and ability can take possession of the valuables of the world in large quantities, making life convenient and comfortable for themselves in all circumstances. As for the noble ones, they try to conduct themselves for the sake of gaining release from all those things, entering a state where they have nothing at all, because —

"In the area of the world, you have things that you have. In the area of the Dhamma, you have something you don't have."

15. More inspired words
"When you can separate the mind from its involvement with all things, the mind is no longer tied to sorrow. Whether sights, sounds, smells, tastes, or tactile sensations are good or bad depends on the mind's going out to fashion them in that way. When the mind lacks discernment, it misunderstands things. When it misunderstands things, it gets deluded under the influence of all things that are binding, both physically and mentally. The ill effects and punishments we suffer physically are things from which other people can help free us, to at least some extent. But the ill effects within the mind, to which the mind is in bondage through defilement and craving, are things from which we have to learn to free ourselves on our own.

"The noble ones have freed themselves from ill effects of both sorts, which is why suffering and stress can't overcome them."

16. Still more inspired words
"When a person has shaved his hair and beard and put on the ochre robe, that's the symbol of his state as a monk. But it counts only on the external level. Only when he has shaved off the mental tangle — all lower preoccupations — from his heart can you call him a monk on the internal level.

"When a head has been shaved, little creeping insects like lice can't take up residence there. In the same way, when a mind has gained release from its preoccupations and is freed from fabrication, suffering can't take up residence at all. When this becomes your normal state, you can be called a genuine monk."

17. What buddho is like
Luang Pu was invited to teach in Bangkok on March 31, 1978. During a Dhamma conversation, some lay people expressed their doubts about what "buddho" was like. Luang Pu was kind enough to answer:

"When you meditate, don't send your mind outside. Don't fasten onto any knowledge at all. Whatever knowledge you've gained from books or teachers, don't bring it in to complicate things. Cut away all preoccupations, and then as you meditate let all your knowledge come from what's going on in the mind. When the mind is quiet, you'll know it for yourself. But you have to keep meditating a lot. When the time comes for things to develop, they'll develop on their own. Whatever you know, have it come from your own mind.

"The knowledge that comes from a mind that's quiet is extremely subtle and profound. So let your knowledge come out of a mind quiet and still.

"Have the mind give rise to a single preoccupation. Don't send it outside. Let the mind stay right in the mind. Let the mind meditate on its own. Let it be the one that keeps repeating buddho, buddho. And then genuine buddho will appear in the mind. You'll know for yourself what buddho is like. That's all there is to it. There's not a whole lot..."

(Transcribed from a tape)

18. For those who want something good
In early September, 1983, the Housewives Association of the Interior Ministry, led by Mrs. Juap Jirarote, came to the Northeast to do some charity work. One evening they took the opportunity to stop by and pay their respects to Luang Pu at 6:20 p.m.

After they had paid their respects and asked after his health, they received some amulets from him. Seeing that he wasn't feeling well, though, they quickly left. But there was one lady who stayed behind and took this special opportunity to ask Luang Pu, "I'd like something good [a euphemism for an amulet] from Luang Pu, too."

Luang Pu replied, "You have to meditate to get something good. When you meditate, your mind will be at peace. Your words and deeds will be at peace. Your words and deeds will be good. When you live in a good way like this, you'll be happy."

The lady replied, "I have lots of duties, and no time to meditate. My government work has me all tied up, so where am I going to find any time to meditate?"

Luang Pu explained,

"If you have time to breathe, you have time to meditate."

19. He does, but he doesn't
In 1979, Luang Pu went to Chantaburi to rest and to visit with Ajaan Somchai. On that occasion, a senior monk from Bangkok — Phra Dhammavaralankan of Wat Buppharam, the ecclesiastical head of the southern region of the country — was also there, practicing meditation in his old age, being only one year younger than Luang Pu. When he learned that Luang Pu was a meditation monk, he became interested and engaged Luang Pu in a long conversation on the results of meditation. He mentioned his responsibilities, saying that he had wasted a lot of his life engaged in study and administration work well into his old age. He discussed different points of meditation practice with Luang Pu, finally asking him, "Do you still have any anger?"

Luang Pu immediately answered,

"I do, but I don't pick it up."

20. Aware in time
When Luang Pu was undergoing treatment at Chulalongkorn Hospital in Bangkok, large numbers of people came to pay their respects and listen to his Dhamma. Mr. Bamrungsak Kongsuk was among those who were interested in the practice of meditation. He was a student of Ajaan Sanawng of Wat Sanghadana in Nonthaburi province, one of the strict meditation centers of our day and time. He broached the topic of the practice of the Dhamma by asking, "Luang Pu, how does one cut off anger?"

Luang Pu answered,

"There's nobody who cuts it off. There's only being aware of it in time. When you're aware of it in time, it disappears on its own."

21. Cutting no slack
Many monks and novices attending to Luang Pu late at night in Chulalongkorn Hospital were perplexed and amazed when they noticed that on some nights, well after 1:00 a.m., they could hear Luang Pu explaining the Dhamma for about ten minutes and then chanting a blessing, as if there were large numbers of listeners right in front of him. At first, no one dared ask him about this, but after it had happened many times they couldn't contain their doubts, and so they asked.

Luang Pu told them,

"These doubts and questions are not the path for practicing the Dhamma."

22. Frugal with his words
A large group of Dhamma practitioners from Buriram province — headed by Police Lieutenant Bunchai Sukhontamat, the provincial prosecutor — came to pay their respects to Luang Pu, to listen to the Dhamma, and to ask questions about how to progress further in their practice. Most of them had practiced with all the famous ajaans, who had explained the practice in a variety of ways that weren't always in line with one another, and this had caused them more and more doubts. So they asked Luang Pu's advice as to the way of practice that was correct and easiest, as they had difficulties in finding time to practice. If they could learn of a way that was really easy, it would be especially right for them.

Luang Pu answered,

"Watch the mind right at the mind."

23. Simple, but hard to do
The group of Duangporn Tharichat from the Air Force Radio Station 01 in Bang Syy, headed by Akhom Thannithate, came to the northeast to present group donations and to pay their respects to the ajaans in the various monasteries. When they stopped off to pay respect to Luang Pu, they presented their donations and received small mementos. After that, some of them went shopping in the market, while some of them found a place to rest. However, there was one group of about four or five people who stayed behind and asked Luang Pu to advise them on a simple method to get rid of mental distress and depression, which was a constant problem for them. What method, they asked, would give the quickest results?

Luang Pu answered,

"Don't send your mind outside."

24. Throw it away
A lady professor, after hearing Luang Pu give a talk on Dhamma practice, asked him the proper way to "wear suffering" [the Thai idiom for observing a period of mourning]. She continued, "These days, people don't wear suffering in the correct way or in line with a common pattern, even though King Rama VI established a good standard in the time of his reign. When a member of your immediate family or a senior member of your extended family died, the pattern was to wear suffering for seven days, 50 days, or 100 days. But nowadays people don't follow any pattern. So I'd like to ask you: What is the correct way to wear suffering?"

Luang Pu answered,

"Suffering is something to be comprehended. When you comprehend it, you let it go. Why would you want to wear it?"

25. A truth in line with the truth
A Chinese lady, after paying her respects to Luang Pu, asked him, "I have to move to Prakhonchai District in Buriram Province to set up a store near my relatives there. The problem is, my relatives have been recommending that I sell this, that, and the other thing in the store, in line with their opinion as to what would sell well, but I can't make up my mind as to what would be good to sell. So I've come to ask your advice as to what would be good for me to sell."

Luang Pu answered,

"Anything is good to sell, as long as there are people to buy it."

26. That wasn't his aim
On May 8, 1979, a group of ten or more army officers came to pay their respects to Luang Pu quite late in the evening before heading on to Bangkok. Two of the members of the group had the rank of Lieutenant General. After conversing with Luang Pu for a while, the members of the group took the amulets from around their necks and placed them in a tray for Luang Pu to bless with the power of his concentration. He obliged them, and then returned their amulets to them. One of the generals asked him, "I've heard that you've made many sets of amulets. Which of them are famous?"

Luang Pu answered,

"None of them are famous."

27. Worlds apart
A group of three or four young men from a distant province came to see Luang Pu as he was sitting on the porch of the meeting hall. You could tell from their behavior — in the casual way they sat and spoke — that they were probably familiar with a rogue monk someplace. On top of that, they seemed to believe that Luang Pu was interested in talismans, for they told him of all the great tantric ajaans who had given them talismans of extraordinary magical power. Finally, they pulled out their talismans to display to one another right there in front of him. One of them had a tusk of a wild boar, another a tiger's fang, another a rhinoceros horn. Each of them claimed extraordinary powers for his talisman, so one of them asked Luang Pu, "Hey, Luang Pu. Which of these is more extraordinary and good than the others for sure?"

Luang Pu seemed especially amused and said with a smile,

"None of them are good, none of them are extraordinary at all. They all come from common animals."

28. One thing only
Luang Pu once said, "In the Rains Retreat of 1952 I made a vow to read the entire Canon to see where the endpoint of the Buddha's teachings lay — to see where the end of the noble truths, the end of suffering, lay — to see how the Buddha had summarized it. I read the Canon to the end, contemplating along the way, but there was no passage that made contact deeply enough in the mind that I could say for sure, 'This is the end of suffering. This is the end of the paths and fruitions, or what's called nibbana.'

"Except for one passage. Ven. Sariputta had just come out of the attainment of the cessation, and the Buddha asked him, 'Sariputta, your skin is especially bright, your complexion especially clear. What is the dwelling place of your mind?'

"Sariputta answered, 'My mind's dwelling place is emptiness.'

"That's the one thing that made contact with my mind."

29. What to study and what not to study
Ven. Ajaan Suchin Sucinno received his law degree from Dhammasaat University a long time ago and held the practice of the Dhamma in high regard. He was a student of Luang Pu Lui for many years and then, after hearing of Luang Pu Dune's reputation, came to practice with him. Eventually he took ordination. After staying with Luang Pu for a while, he came to take his leave so that he could wander off in search of solitude.

Luang Pu advised him,

"In the area of the Vinaya, you should study the texts until you correctly understand each and every rule to the point where you can put them into practice without error. As for the Dhamma, if you read a lot you'll speculate a lot, so you don't have to read that at all. Be intent solely on the practice, and that will be enough."

30. What to watch
Luang Taa Naen ordained well after middle age. Illiterate and unable to speak a word of Central Thai, he had his strong point in that he was well-intentioned, tractable, and diligent in his duties, to the point where you couldn't fault him. When he saw other monks taking their leave to go wandering or to study with other ajaans, he decided that he wanted to go, too. So he came to ask permission to leave, which Luang Pu granted. But then he felt worried: "I can't read, I don't know their language. How will I be able to practice with them?"

Luang Pu advised him,

"The practice isn't a matter of the letters of the alphabet or of spoken words. The fact that you know you don't know is a good place to start. The way to practice is this: In the area of the Vinaya, watch their example, the example set by the ajaan. Don't deviate in any way from what he does. In the area of the Dhamma, keep watch right at your own mind. Practice right at the mind. When you understand your own mind, that, in and of itself, will make you understand everything else."

31. Problems & responsibilities
One of the problems in administering the Sangha, in addition to having to deal with all the other major and minor issues that come up, is the lack of monks who will be abbots. We sometimes hear news of monks competing to become abbot of a monastery, but Luang Pu's students had to be cajoled or forced into taking on the abbotship in other monasteries. Every year without exception, groups of lay people would come to Luang Pu, asking him to send one of his students to become the abbot at their monastery. If Luang Pu saw that a particular monk should go, he would plead with him to go, but for the most part the monk wouldn't want to go. The usual excuse was, "I don't know how to do construction work, I don't know how to train other monks, I don't know how to give sermons, I'm no good at public relations or receiving guests. That's why I don't want to go."

Luang Pu would respond,

"Those things aren't really necessary. Your only responsibility is to follow your daily duties: going for alms, eating your meal, sitting in meditation, doing walking meditation, cleaning the monastery grounds, being strict in observing the Vinaya. That's enough right there. As for construction work, that depends on the lay supporters. Whether or not they do it is up to them."

32. The poorer, the happier
To the end of his life, Luang Pu would have his daily warm-water bath at 5:00 every evening, assisted by a monk or novice. After he had dried off and was feeling refreshed, he would often speak a few words of Dhamma that occurred to him at the time. For instance, once he said,

"We monks, if we establish in ourselves a sense of satisfaction with our status as monks, will find nothing but happiness and peace. But if we have the status of a monk and yet hanker after any other status, we'll be engulfed in suffering all the time. When you can stop thirsting, stop searching, that's the true state of being a monk. When you're truly a monk, the poorer you are, the more happiness you have."

33. The less, the better
"Even if you've read the whole Canon and can remember lots of teachings; even if you can explain them in poignant ways, with lots of people to respect you; even if you build a lot of monastery buildings, or can explain inconstancy, stress, and not-self in the most detailed fashion — if you're still heedless, you haven't tasted the flavor of the teachings in any way at all, for those other things are all external. The purposes they serve are all external: as a benefit to society, a benefit to other people, a benefit to posterity, or a symbol of the religion. The only thing that serves your own true purpose is release from suffering.

"And you'll be able to gain release from suffering only when you know the one mind."

34. Didn't think of that
In one of Luang Pu's branch meditation monasteries there lived a group of five or six monks who wanted to be especially strict in their practice, so they made a vow not to talk throughout the Rains Retreat. In other words, no word would come out of their mouths except for the daily chanting and the bi-weekly Patimokkha chant. After the end of the Rains they came to pay their respects to Luang Pu and told him of their strict practice: In addition to their other duties, they were also able to stop speaking for the entire Rains.

Luang Pu smiled a bit and said,

"That's pretty good. When there's no speaking, then no faults are committed by way of speech. But when you say that you stopped speaking, that simply can't be. Only the noble ones who enter the refined attainment of cessation, where feeling and perception stop, are able to stop speaking. Aside from them, everyone's speaking all day and all night long. And especially those who vow not to speak: They talk more than anyone else, simply that they don't make a sound that others can hear."

35. Don't aim in the wrong direction
In addition to the wisdom that came straight from his heart, Luang Pu would also quote passages from his having read the Canon. Any passage that he saw as important, as a short and direct lesson in the practice, he would repeat to us. For instance, one of the Buddha's teachings that he liked to quote was this: "Monks, this holy life is not practiced for the sake of deceiving the public, nor for the sake of gaining their respect, nor for the sake of gains, offerings, and fame; nor for the sake of defeating other sectarians. This holy life is lived for the sake of restraint, abandoning, dispassion, and the cessation of suffering."

Luang Pu would then add,

"Those who ordain and those who practice have to aim in this direction. Any directions other than this are all wrong."

36. In the Buddha's words
Luang Pu once said, "People, as long as they're run-of-the-mill, have their pride and their opinions. As long as they have pride, it's hard for them to see in line with one another. When their views aren't in line with one another, it causes them to keep quarreling and disputing. As for a noble one who has reached the Dhamma, he has nothing to bring him into a quarrel with anyone else. However other people see things, he lets it go as their business. As in one of the Buddha's sayings,

"Monks, whatever the wise people of the world say exists, I too say exists. And whatever the wise people of the world say doesn't exist, I too say that it doesn't exist. I don't quarrel with the world; the world quarrels with me."

37. Those with no fault by way of speech
On February 21, 1983, when Luang Pu was seriously ill and staying at the Chulalongkorn Hospital in Bangkok, Luang Pu Saam Akiñcano came to visit him in the hospital room. At that time, Luang Pu was resting. Luang Pu Saam sat down near him and raised his hands in respect. Luang Pu responded by raising his hands in respect. Then the two of them sat there, perfectly still, for a long time. Finally, after an extremely long time, Luang Pu Saam raised his hands in respect once more and said, "I'll be leaving now."

"OK," Luang Pu responded.

For the entire two hours, those were the only words I heard them say. After Luang Pu Saam left, I couldn't help but ask Luang Pu, "Luang Pu Saam came and sat here for a long time. Why didn't you say anything to him?"

Luang Pu responded,

"The task is done, so there's no need to say anything more."

38. The perfection of endurance
During all the many years I lived near Luang Pu, I never saw him act in a way to indicate that he was bothered by anything to the point where he couldn't stand it, and I never heard him complain about any difficulty at all. For example, when he was the senior monk at a function, he never made a fuss or demanded that the hosts alter things to suit him. Whenever he was invited any place where he had to sit for long periods of time or where the weather was hot and humid, he never complained. When he was sick and in pain, or if his food came late, no matter how hungry he was, he never grumbled. If the food was bland and tasteless, he never asked for anything to spice it up. On the other hand, if he saw any other elder monk making a fuss to get special treatment from other people, he would comment,

"You can't endure even this little thing? If you can't endure this, how are you going to win out over defilement and craving?"

39. No trouble through his words
Luang Pu was pure in his speech, for he would speak only of things that served a purpose. He never created any trouble for himself or for others through his words. Even when people tried to bait him so that they could hear him criticize others, he wouldn't fall for the bait.

Many were the times when people would come to say to him, "Luang Pu, why is it that some of our nationally renowned preachers like to attack others or denounce society or criticize other senior monks? Even if you paid me, I couldn't respect monks like that."

Luang Pu would respond,

"That's the level of their knowledge and understanding. They say what comes easily in line with the level of their knowledge. Nobody's paying you to respect them. If you don't want to respect them, then don't respect them. They probably won't mind."

40. Monks who victimize spirits
Generally speaking, Luang Pu liked to encourage monks and novices to take a special interest in the practice of wandering in the forest to meditate and observe the ascetic practices. Once, when a large number of his students — both senior and junior — came for a meeting, he encouraged them to search for seclusion in the wilderness, living on mountains or in caves for the purpose of accelerating their practice. That way they'd be able to release themselves from their lower states of mind.

One of the monks said thoughtlessly, "I don't dare go to those places, sir. I'm afraid that spirits might victimize me."

Luang Pu shot right back,

"Where have there ever been any spirits who victimize monks? There are only monks who victimize spirits — and they make a big production of it to boot. Think about it. Nearly all the material things lay people bring to donate are for the sake of dedicating the merit to the spirits of their dead ancestors and relatives: their parents, their grandparents, their brothers and sisters. And do we monks behave in a fitting way? What mental qualities do we have that will send the merit to those spirits? Be careful that you don't become a monk who victimizes spirits."

41. Nice, but...
At present there are a lot of meditators who get enthusiastic about new teachers or new meditation centers. Just as lottery enthusiasts get excited about monks who forecast lottery numbers, or amulet enthusiasts get excited about monks who make powerful amulets, in the same way, vipassana enthusiasts get excited about vipassana teachers. A lot of these people, when taken with a particular teacher, will praise that teacher to others and try to persuade them to share their opinion and respect for the teacher. And especially at present, there are famous speakers who tape their Dhamma talks and sell them all over the country. One woman once brought many tapes of a famous speaker's talks for Luang Pu to listen to, but he didn't listen to them. One reason was that he had never had a radio or tape player since the day he was born. Or supposing that he had had one, he wouldn't have known how to turn it on. Later, someone brought a tape player and played many of these tapes for Luang Pu to listen to. Afterwards, she asked him what he thought. He said,

"Nice. He has a beautiful way of expressing himself, and an abundance of words, but I couldn't find any substance to them. Each time you listen, you should be able to get the flavor of study, practice, and attainment. That's when there's substance."

42. Meditators who are uncertain
At present, many people who are interested in meditation practice are extremely confused and doubtful about the correct way to practice. This is especially true of people just beginning to get interested, because meditation teachers often give conflicting advice on how to practice. What's worse, instead of explaining things in a fair and objective way, these teachers seem reluctant to admit that other teachers or methods of practice might also be correct. There are not a few who show actual disdain for other methods.

Because many people with these sorts of doubts would often come to ask Luang Pu's advice, I frequently heard him explain things in this way:

"When you start practicing meditation, you can begin with any method at all, because they all lead to the same results. The reason there are so many methods is because people have different tendencies. This is why there have to be different images to focus on or words to repeat — such as "buddho" or "arahang" — as means of giving the mind a point around which to gather and settle down as the first step. When the mind has gathered and is still, the meditation word will fall away on its own, and that's where every method falls into the same track, with the same flavor. In other words, it has discernment as its surpassing state, and release as its essence."

43. When dwelling, dwell above
Everyone who came to pay respect to Luang Pu would say the same thing: Even though he was almost 100 years old, his complexion was bright and his health strong. Even those of us who lived near him all along rarely saw his face darken or look exhausted or get furrowed in displeasure or pain. His normal state was to be quiet and cheerful at all times. He had few illnesses and was always in a good mood, never excited about events or affected by praise or blame.

Once, in the midst of a gathering of elder meditation monks who were conversing about how to characterize the normal state of mind of those who live above suffering, Luang Pu said,

"Not worrying, not being attached: That's the mental dwelling of those who practice."

44. Looking for new teachers
People practicing the Dhamma at present are of two sorts. The first are those who, when they learn the principles of the practice or receive advice from a teacher and get on the path, are intent on trying to follow that path to the utmost of their ability. The other sort are those who — even though they've received good advice from their teacher and have learned the correct principles of the practice — aren't sincerely intent. Their efforts are lax. At the same time, they like to go out looking for other teachers at other centers. Wherever they hear there's a good center, there they go. Meditators of this sort are many.

Luang Pu once advised his students,

"When you go to a lot of centers and study with a lot of teachers, your practice won't get results, for when you go to a lot of centers, it's as if you go back to the beginning over and over again. You don't gain any sure principles in your practice. Sometimes you get uncertain and bewildered. Your mind isn't solid. Your practice degenerates and doesn't progress."

45. Holding on vs. putting aside
Students and practitioners of the Dhamma are of two sorts. The first sort are those who genuinely study and practice to gain release from suffering. The second are those who study and practice to brag about their accomplishments and to pass their days in arguments, believing that memorizing a lot of texts or being able to quote a lot of teachers is a sign of their importance. Many times, when people of this second sort came to see Luang Pu, instead of asking his advice on how to practice, they would spray out their knowledge and ideas for him to hear in great detail. Still, he was always able to sit and listen to them. In fact, when they had finished, he would add one more comment to theirs:

"Those who are obsessed with scriptures and teachers won't be able to gain release from suffering. But still, those who want to gain release from suffering do have to depend on scriptures and teachers."

46. When the mind resists growing still
In practicing concentration, there's no way everyone will get results at the same speed. Some people get fast results, others get slow results. There are even those who never seem to gain a taste of stillness at all. Still, they shouldn't get discouraged. The act of making an effort in the area of the heart is, in itself, a higher form of merit and skill than the act of giving gifts or observing the precepts. A large number of Luang Pu's students would ask him, "I've been trying to practice concentration for a long time, but my mind has never been still. It keeps wandering off outside. Is there another way I might be able to practice?"

Luang Pu would sometimes recommend this other method:

"When the mind isn't still, you can at least make sure it doesn't wander off far. Use your mindfulness to stay mindful solely of the body. Look to see it as inconstant, stressful, and not-self. Develop the perception of its being unattractive, with nothing of any substance to it at all. When the mind sees clearly in this way, it will give rise to a sense of dismay, disenchantment, and dispassion. This, too, can cut through the clinging-aggregates."

47. The genuine basis of the Dhamma
There's one thing that meditators love to talk about, and that's, "What do you see when you sit in meditation? What appears when you meditate?" Or else they complain that they've been sitting in meditation for a long time and yet nothing has appeared for them to see. Or else they talk about seeing this thing or that all the time. This makes some people misunderstand things, thinking that when you meditate you get to see what you want to see.

Luang Pu would warn these people that this sort of aspiration is all wrong, for the purpose of meditation is to enter into the genuine basis of the Dhamma.

"The genuine basis of the Dhamma is the mind, so focus on watching the mind. Get so that you understand your own mind poignantly. When you understand your mind poignantly, you've got the basis of the Dhamma right there."

48. A warning not to be heedless
To ward off any heedlessness or carelessness in the behavior of his monks and novices, Luang Pu would choose a poignant way of reprimanding them:

"Lay people work hard at their living with lots of difficulties so that they can gain the material things, the food and the money they need to support their families, their children and grandchildren. No matter how tired or exhausted they are, they have to keep struggling. At the same time, they want to gain merit, which is why they sacrifice some of their belongings to make merit. They get up early in the morning to fix good food to put in our alms bowls. Before they put the food in our bowls, they lift it above their heads and make a wish. When they've finished putting the food in the bowl, they back away, squat down, and raise their hands in respect once more. They do this because they want merit from supporting our practice.

"And what merit is there in our practice that we can give to them? Have you behaved yourself in a way that you deserve to receive their food and eat it?"

49. Sometimes he came down hard
Ajaan Samret had ordained from when he was a child until he was almost 60 years old. He had been a meditation teacher, strict in his practice, good in his reputation, and respected by many people. But he didn't make it all the way. His state of mind deteriorated because he fell in love with the daughter of one of his supporters. So he came to take his leave of Luang Pu in order to disrobe and get married.

Everyone was shocked at this news and didn't believe it could possibly be true because, looking at his practice, they had assumed he would stay in the contemplative life to the end of his days. If the news were true, it would be a major blow to the meditative community. For this reason, fellow elders and his students tried everything they could to get him to change his mind and not disrobe. In particular, Luang Pu called for him and tried to talk him out of his plans, but to no effect. Finally, Ajaan Samret said to him, "I can't stay on. Every time I sit and meditate, I see her face floating right in front of me."

Luang Pu responded in a loud voice,

"That's because you aren't meditating on your own mind. You're meditating on her rear, so of course you're going to keep seeing her rear. Get out of here. Feel free to go wherever you want."

50. Not sidetracked
I lived with Luang Pu for more than thirty years, attending to his needs all the way to the end of his life, and I observed that his practice was right in line with the Dhamma and Vinaya, right in line with the path that leads solely to release from suffering. He never got sidetracked into magical spells, sacred talismans, or any other dubious activities, not even the least little bit. When people asked him to bless them by blowing on their heads, he'd ask, "Why should I blow on your head?" When people asked him to put an auspicious mark on their car, he'd say, "Why put an auspicious mark?" When people asked him to determine an auspicious day or month for their activities, he'd say, "All days are good." Or if he were chewing betel and people would ask for the chewed remains, he'd say,

"Why would you want that? It's dirty."

51. Simply a motion
There were times when I felt ill at ease, fearing that I may have done wrong in being party to those who talked Luang Pu into doing things that he wasn't interested in doing. The first time was when he joined in the opening ceremonies for the Phra Ajaan Mun Museum in Wat Pa Sutthaavaat in Sakon Nakhorn. There were lots of meditation teachers and lots of lay people who went to the teachers to pay respect and ask for favors. Many people asked Luang Pu to blow on their heads. When I saw him just sitting there without responding, I pleaded with him, "Please just do it to get it over with." So he blew on their heads. After a while, when he couldn't get out of it, he'd make auspicious marks on their cars. When he grew tired of their requests for amulets, he allowed them to make amulets in his name. When he felt pity on them, he'd light the "victory" candle at their chanting rituals and join in their ceremonies for consecrating amulets.

But then I felt extremely relieved when Luang Pu said,

"My doing things like this is simply an external physical motion in line with social norms. It's not a motion of the mind that leads to states of becoming, levels of being, or to the paths, fruitions, and nibbana in any way at all."

52. Seize the opportunity
"All 84,000 sections of the Dhamma are simply strategies for getting people to turn and look at the mind. The Buddha's teachings are many because people's defilements are many. Still, the way to put an end to suffering is only one: nibbana. This opportunity we have to practice the Dhamma rightly is very rare. If we let it pass by, we'll have no chance of gaining release in this lifetime, and we'll have to get lost in wrong views for a long, long time before we can meet up with this very same Dhamma again. So now that we've met with the Buddha's teachings, we should hurry up and practice to gain release. Otherwise, we'll miss this good opportunity. When the noble truths are forgotten, darkness will overwhelm beings with a mass of suffering for a long time to come."

53. The limits of science
It wasn't just once that Luang Pu taught the Dhamma using comparisons. Once he said,

"External discernment is the discernment of suppositions. It can't enlighten the mind about nibbana. You have to depend on the discernment of the noble path if you're going to enter nibbana. The knowledge of scientists, like Einstein, is well-informed and very capable. It can split the smallest atom and enter into the fourth dimension. But Einstein had no idea of nibbana, which was why he couldn't enter nibbana.

"Only the mind that has been enlightened in the noble path can lead to real Awakening, full Awakening, complete Awakening. Only that can lead to release from suffering, to nibbana."

54. How to extinguish suffering
In 1977 a lot of undesirable events overwhelmed the senior officials in the Interior Ministry — loss of wealth, loss of status, criticism, and suffering. And of course, the pain and sorrow spread to affect their wives and children as well. So one day some of their wives came to pay respect to Luang Pu and told him of their suffering so that he might advise them on how to overcome it.

He told them,

"One shouldn't feel sad or miss things external to the body that are past and gone, for those things have performed their function correctly in the most consummate way."

55. The truth is always the same
Many well-read people would comment that Luang Pu's teachings were very similar to those of Zen or the Platform Sutra. I asked him about this many times, and finally he replied in an impersonal way,

"All the truths of the Dhamma are already present in the world. When the Buddha awakened to those truths, he brought them out to teach to the beings of the world. Now, because those beings had different propensities — coarse or refined — he had to use up a lot of words: 84,000 sections of Dhamma in all. When wise people try to select the words best suited to explain the truth to those who aim at the truth, they have to use the methods of the truth that, on reflection, are the most correct and complete, without worrying about the words or getting fixated on the letters of the texts in the least way at all."

56. Refined
Ajaan Bate of Khoke Mawn Forest Monastery came to converse with Luang Pu about the practice of concentration, saying, "I've been practicing concentration for a long time, to the point where I can enter fixed penetration (appana samadhi) for long periods. When I leave meditation, there are times when I feel a rapturous sense of ease long afterwards. Sometimes there's a sense of bright light, and I can fully understand the body. Is there anything else I should do next?"

Luang Pu answered,

"Use the power of that fixed penetration to examine the mind. Then let go of all preoccupations so that there's nothing left at all."

57. Empty
At a later time, Ajaan Bate, together with two other monks and a large number of lay people, came to pay respect to Luang Pu. After Luang Pu had advised the newcomers on how to do the practice, Ajaan Bate questioned Luang Pu further on the advice he had received on his last visit. "Letting go of all objects is something I can do only momentarily," he said. "I can't stay that way for long periods of time."

Luang Pu said,

"Even if you can let go of all objects for a moment, if you aren't really observant of the mind, or your mindfulness isn't completely all-around, it may be that you've simply let go of a blatant object to move to a more refined object. So you have to stop all thoughts and let the mind settle on nothingness."

58. Not all that clear
Someone said: "I've read the passage in your biography where it says that, while you were wandering, you came to a good understanding about the issue of the mind concocting defilements and defilements concocting the mind. What does that mean?"

Luang Pu answered,

"'The mind concocting defilements' refers to the mind's forcing thoughts, words, and deeds to make external things come into being, making them good, making them bad, giving rise to the results of kamma, and then latching onto those things, thinking, 'That's me. That's my self. That's mine. That's theirs.'

"'Defilements concocting the mind' refers to external things coming in to force the mind in line with their power, so that it fastens on to the idea that it has a self, assuming things that keep deviating from the truth."

59. Knowledge from study vs. knowledge from practice
Someone said: "The teachings about virtue, concentration, discernment, and release that I've memorized from books and from the teachings of various ajaans: Are they in line with Luang Pu's understanding of their essence?"

Luang Pu answered,

"Virtue means the normalcy of a mind that's free of faults, the mind that has armored itself against doing evil of any kind. Concentration is the result that comes from maintaining that virtue, i.e. a mind with solidity, with stillness as the strength sending it on to the next step. Discernment — "what knows" — is a mind empty, light, and at ease, seeing things clearly, all the way through, for what they really are. Release is a mind that enters emptiness from that emptiness. In other words, it lets go of the ease, leaving a state where it is nothing and has nothing, with no thought remaining at all."

60. A strategy for loosening attachment
Someone said: "When I bring the mind to stillness, I try to keep it firmly in that stillness. But when it meets up with an object or preoccupation, it keeps tending to lose the foundation I've been trying to maintain."

Luang Pu responded,

"If that's the way it is, then it shows that your concentration isn't resilient enough. If these preoccupations are especially strong — and in particular, if they concern your weak points — you have to deal with them using the methods of insight. Start out by contemplating the coarsest natural phenomenon — the body — analyzing it down to its details. When you've contemplated it so that it's perfectly clear, move on to contemplating mental phenomena — anything at all, in pairs, that you've ever analyzed, such as black and white, or dark and bright."

61. On eating
A group of monks came to pay their respects to Luang Pu before the Rains Retreat and one of them said, "I've been meditating for a long time and have attained some peace, but I have this problem about eating meat. Even just looking at meat, I feel sorry for the animal to whom the meat belonged, that it had to sacrifice its life simply for me to consume it. It's as if I really lack compassion. When I start worrying about this, I find it hard to bring my mind to peace."

Luang Pu said,

"When a monk partakes of the four requisites, he should contemplate them first. If, on contemplating, he sees that eating meat is a form of oppression and shows a lack of compassion for animals, he should abstain from eating meat and eat vegetarian food instead."

62. More on eating
About three or four months later, the same group of monks came to pay their respects to Luang Pu after the Rains Retreat and told him, "We ate vegetarian food throughout the rains, but it was very difficult. The lay people where we were staying in Khoke Klaang village, Praasaat district, knew nothing about vegetarian food. We had trouble finding any, and it was troublesome for the people who were supporting us. Some of the monks ended up in poor health, and some of us almost didn't make it all the way through the Rains Retreat. We weren't able to put as much effort into our meditation as we should have."

Luang Pu said,

"When a monk partakes of the four requisites, he should contemplate them first. If, on contemplating, he sees that the food in front of him — whether it's vegetables, meat, fish, or rice — is pure in three ways in that he hasn't seen or heard or suspected that an animal was killed to provide the food specifically for him, and also that he himself obtained the food in an ethical way, that the lay people donated it out of faith, then he should go ahead and eat that food. This is how our teachers have practiced as well."

63. Still more on eating
On the second day of the waning moon in the third month of 1979, Luang Pu was staying at Prakhonchai Forest Monastery. After 8 p.m. a group of monks who liked to wander around, pitching their tents near populated areas, came to the monastery to spend the night there, too. After paying their respects to Luang Pu, they talked about what they felt was the outstanding feature of their practice, saying, "Those who eat meat are supporting the killing of animals. Those who eat only vegetables show a high degree of compassion. The proof of this is that when you convert to eating just vegetables, the mind becomes more peaceful and cool."

Luang Pu responded,

"That's very good. The fact that you can be vegetarians is very good, and I'd like to express my admiration. As for those who still eat meat, if that meat is pure in three ways — in that they haven't seen or heard or suspected that an animal was killed to provide the food specifically for them — and they obtained it in a pure way, then eating the meat is in no way against the Dhamma and Vinaya. But when you say that your mind becomes peaceful and cool, that's the result of the strength that comes from being intent on practicing correctly in line with the Dhamma and Vinaya. It has nothing to do with the new food or old in your stomach at all."

64. Business practices & Dhamma practice
A group of merchants said, "We have our duties as merchants, which means that sometimes we have to exaggerate things or take excessive profits, but we're extremely interested in practicing concentration and have already started practicing. Some people have told us, though, that, with our livelihood, we can't practice meditation. What do you say about this, Luang Pu? For they say that selling for a profit is a sin."

Luang Pu said,

"In order to survive, every person needs an occupation, and every occupation has its own standards of what's right and appropriate. When you follow those standards in a proper way, that counts as neutral — not meritorious, not sinful. As for practicing the Dhamma, that's something you should do, for only those who practice the Dhamma are fit to work in all circumstances."

65. Buried memories
Once when Luang Pu was staying at Yothaaprasit Forest Monastery, a large number of monks and novices came to pay their respects. After they had listened to his teachings, Luang Taa Ploi — who had ordained when he was old but was well restrained in his practice — said to Luang Pu, "I've ordained for a fairly long time now, but I can't yet cut my attachments to the past. No matter how firmly I set my mind on the present, I find that mindfulness lapses and I keep slipping back. Could you tell me another method to stop this sort of thing?"

Luang Pu responded,

"Don't let the mind run out after external preoccupations. If your mindfulness lapses, then as soon as you're aware of it, immediately pull it back. Don't let it go looking into preoccupations that are good or bad, pleasant or painful. Don't fall in line with them, but don't use force to cut them off."

66. In his own style
Sometime around 1977, Luang Pu was invited to a celebration at Wat Dhammamongkon on Sukhumvit Road in Bangkok. During the celebration, he was invited to "sit in protection" as part of a consecration ceremony for Buddha images and amulets. After the ceremony was over, he went outside to rest in a small hut where he spoke with a large number of his monk-students who were studying in Bangkok at the time. One of the monks commented that he had never seen Luang Pu participate in a ceremony like this before, and wondered if this was his first time. He then went on to ask how one goes about sitting "in protection."

Luang Pu replied,

"I have no idea what the other ajaans do when they're sitting 'in protection' or sitting 'in blessing.' As for me, I simply sit in concentration in my same old style."

67. "I want to do well in my studies..."
A young girl once said to Luang Pu, "I heard Grandfather Sorasak Kawngsuk say that anyone who wants to be intelligent and do well in her studies should first practice sitting in meditation to get the mind concentrated in stillness. I want to be intelligent and do well in my studies, so I've been trying to meditate and bring my mind to stillness, but it's never been willing to grow still. Sometimes I get even more restless than before. When my mind doesn't grow still in this way, how can I do well in my studies?"

Luang Pu answered,

"Simply focus on knowing what it is that you're studying, and that in itself will help you do well in your studies. When the mind's not still, have it know that it's not still. It's because you want so much for it to be still that it's not still. Just keep at your meditation in a calm way, and the day will come it'll grow still in line with your wishes."

68. The purpose of wandering
Some monks and novices, after the Rains Retreat, like to go off wandering in groups to various places. Each of them makes a big production out of preparing his requisites and a full set of dhutanga accessories. But many of them go in a manner that deviates from the purpose of wandering for seclusion. For instance, some of them wear their dhutanga accessories on air-conditioned buses. Some go visiting their old friends in company offices.

So Luang Pu once said in the midst of a gathering of meditation monks,

"To make yourself a good-looking wandering monk isn't proper at all. It goes against the purpose of going out to wander. Each of you should reflect a great deal on this. The purpose of wandering in meditation is only one thing: to train and polish the heart so that it's free of defilements. To go wandering in meditation only in body, but without taking along the heart, is nothing excellent at all."

69. To stop you have to know how
A meditator once said to Luang Pu, "I've been trying to stop thinking in line with what you've taught, but I've never been able to succeed. What's worse is that I've gotten frustrated and my brain seems dazed. I'm convinced, though, that what you've taught isn't wrong, so I'd like to ask for some advice on what to do next."

Luang Pu responded,

"That shows that you've missed the point. You're told to stop thinking, but all you do is think about stopping your thinking, so how can the actual stopping come about? Get rid of all your ignorance about stopping to think. Abandon your thoughts about stopping your thinking, and that'll be the end of the matter."

70. Similar results, but not the same
The second day of the waning moon of the eleventh month, Luang Pu's birthday, falls on the second day after the end of the Rains Retreat every year. So his students — both scholarly monks and practicing monks — liked to travel to pay their respects to him on that day, to ask his advice on the practice or to report the results of their practice from the preceding Rains. This is one tradition they observed as long as he was alive.

Once, after giving detailed advice on how to practice, Luang Pu ended with the following words,

"Studying the Dhamma by reading and listening results in perceptions and concepts. Studying the Dhamma by practicing it results in actual levels of Dhamma in the heart."

71. There's only one place
Phra Maha Thaweesuk was the first of Luang Pu's students to pass the ninth and final level of the Pali exams. Thus, in Luang Pu's name, Wat Burapha sponsored a celebration of his achievement.

After Phra Maha Thaweesuk had paid his respects to Luang Pu, Luang Pu gave him a short admonition:

"To be able to pass the ninth level exams shows that you're very industrious, sufficiently intelligent, and an expert in the Canon, for this counts as the completion of the study course. But to be interested just in study can't bring release from suffering. You have to be interested in the practice of training the mind as well.

"All 84,000 sections of the Dhamma came out of the Buddha's mind. Everything comes out of the mind. Whatever you want to know, you can look for it in the mind."

72. The world vs. the Dhamma
On March 12, 1979, Luang Pu went to Sri Kaew Cave Monastery on Phu Phaan Mountain, Sakon Nakorn province, for more than ten days of solitude and rest. On the evening of the last day before he was to leave, Ajaan Suwat together with the other monks and novices in the monastery came to pay their respects.

Luang Pu commented, "It's been comfortable resting here. The air is good, and the meditation easy. It makes me think of the old days when I was wandering."

Then he gave a Dhamma talk, which included the following passage:

"That which can be known all belongs to the world. As for that which has no thing that can know it, that's the Dhamma. The world always has things that come in pairs, but the Dhamma is one thing all the way through."

73. Should you ask?
Many people interested in the practice, whether lay or ordained, are not only intent on their practice but also like to search out teachers who are skilled in giving advice.

Once a group of meditating monks from the central region of Thailand came to spend many days listening to Luang Pu's Dhamma and to his advice on meditation. One of the monks told Luang Pu of his feelings: "I've searched out many teachers, and although they all teach well, they generally teach just about the Vinaya, or the practicing of wandering and following the ascetic practices, or else the bliss and stillness that come from practicing concentration. But as for you, you teach the straight route to the top: not-self, emptiness, nibbana. Forgive me for being so forward as to ask, but in teaching about nibbana, have you attained it yet?"

Luang Pu answered,

"There's nothing that will attain, and nothing that won't attain."

74. The purpose of the practice
Ajaan Bate, a close relative of Luang Pu's, lived at Khoke Mawn Monastery. Even though he ordained only late in life, he was extremely strict in his practice of meditation and the ascetic practices. Luang Pu once praised him, saying that his practice had gotten good results. When Ajaan Bate fell seriously ill and was near death, he said that he wanted to see Luang Pu one last time, to bid him farewell before dying. I informed Luang Pu, who went to see him. On his arrival, Ajaan Bate got up and bowed down to him and then lay back on his sleeping mat as before, without saying a word. But his smile and the happy look on his face were easy to see.

Luang Pu said to him in a voice both clear and gentle,

"All the practices you've been trying to practice are specifically meant for use at this time. When the time comes to die, make the mind one, then stop focusing and let go of everything."

75. Hoping for far-off results
When lay people came to visit Luang Pu, he ordinarily wouldn't ask them about anything far away. He'd usually ask, "Have you ever meditated?" Some would respond that they had, others that they hadn't.

One woman, a member of the latter group, was more outspoken than the rest. She said, "As I see it, there's no reason we have to go to all the trouble of meditating. Every year I hear the Mahachaad sermon [a long, poetic chant of the Buddha's penultimate life, as Prince Vessantara] at least 13 times at many different temples. The monks there say that listening to the Mahachaad story guarantees I'll be reborn in the time of the Buddha Sri Ariya Metteya, where I'll meet with nothing but pleasure and ease. So why should I make things difficult for myself by meditating?"

Luang Pu said,

"Things that are excellent are right in front of your face, and yet you don't show any interest. Instead, you place your hopes on far-off things that are nothing but rumors. This is the mark of a person who's hopeless. When the paths, fruitions, and nibbana of the dispensation of the Buddha Gotama are still with us, totally complete, and yet you dither around and don't show any interest in them, then when the dispensation of the Buddha Sri Ariya Metteya comes, you'll dither around even more."

76. Nothing more than that
Sometimes, when Luang Pu noticed that the people who came to practice with him were still uncommitted, still pining after the happiness and enjoyment of purely worldly things to the point where they weren't ready to let them go and practice the Dhamma, he'd give them a teaching to think about so as to see things clearly for what they are:

"I ask you all to examine happiness, to see exactly where was the point of greatest happiness in your life. When you really look at it, you'll see that it's just that — nothing more than anything else you've ever experienced. Why wasn't it more than that? Because the world has nothing more than that. That's all it has to offer — over and over again, nothing more than that at all. Just birth, aging, illness, and death, over and over again. There's got to be a happiness more extraordinary than that, more excellent than that, safer than that. This is why the noble ones sacrifice limited happiness in search of the happiness that comes from stilling the body, stilling the mind, stilling the defilements. That's the happiness that's safe, to which nothing else can compare."

77. It's easy if you're not attached
Wat Burapha, where Luang Pu spent each Rains Retreat without exception for more than 50 years, is situated in the heart of the town of Surin, right in front of the Provincial Offices and next to the provincial court. For this reason, the noise of cars and trucks was constantly disturbing the peace and quiet of the monastery. Especially during the annual Elephant Fair or any of the holidays, there would be noise and bright lights for seven or fifteen days at a time. The monks and novices whose minds still lacked resilience would be especially bothered by this.

Whenever they'd bring this to Luang Pu's attention, they'd always get the same response:

"Why waste your time being interested in those things? It's the nature of light to be bright. It's the nature of noise to be loud. That's what their functions are. If you don't focus on listening, that's the end of the matter. Act in a way that's not in opposition to your surroundings, for that's just the way they are. Simply reach a genuine understanding with them using deep discernment, that's all."

78. Sometimes what I heard amazed me
One of my weaknesses was that I liked to talk with Luang Pu half in jest. This was because he never took offense, and was always approachable to the monks and novices who lived close to him. Once I asked him, "In the texts they say that devas came by the tens of billions to listen to the Buddha. Would there be enough space to hold them all? Was his voice loud enough for all of them to hear?"

When I heard Luang Pu's answer I was stunned and amazed, for I had never read anything like it in the texts and had never heard anyone say such a thing before. On top of that, I heard him say this only when he was seriously ill and nearing death.

He said,

"There would be no problem even if the devas gathered by the millions of billions, for the space of one atom can hold up to eight devas."

79. Even this sort of question
That insoluble problem that people — whether children or adults, intelligent or stupid — argue about uselessly and without ever coming to an agreement, is this: Which came first, the chicken or the egg? For the most part, they argue about this only in jest and can never come to any conclusion. Still, there were people who would bring this question to Luang Pu, thinking that he probably wouldn't answer a question of this sort. But eventually I heard him give an answer like nobody else's when one day Phra Berm came to massage his feet and asked him, "Luang Pu, which came first, the chicken or the egg?"

Luang Pu answered,

"They came at the same time."

80. A scolding
There were times when Luang Pu seemed almost annoyed with people who, having hardly meditated at all, asked him how to push things along so that they could see results right away.

He would scold them,

"We practice for the purpose of restraint, for the purpose of abandoning, for the purpose of unraveling our desires, for the purpose of putting an end to suffering, not for the purpose of seeing heavenly mansions. We don't even make it our goal to see nibbana. Just keep on practicing calmly without wanting to see anything at all. After all, nibbana is something empty, without shape. There's no foundation to it, and nothing to which it can be compared. Only if you keep at the practice will you know for yourself."

81. Letting go of one thing to get stuck on another
One of Luang Pu's lay students came to pay his respects and to report proudly on the results he had gained from his practice, saying, "I'm really glad to see you today because I've been practicing in line with your advice and have been getting results step by step. When I start meditating, I let go of all external perceptions, and the mind stops its turmoil. It gathers together, grows still, and drops into concentration. All other preoccupations disappear, leaving just happiness, an extreme happiness, cool and refreshed. I can stay there as long as I want."

Luang Pu smiled and said,

"It's good that you're getting results. Speaking of the happiness in concentration, it really is happy. There's nothing else that can compare. But if you get stuck just on that level, that's all you get. It doesn't give rise to the discernment of the noble path that can cut through becoming and birth, craving and attachment. So the next step is to let go of that happiness and contemplate the five aggregates to see them clearly."

82. A comparison
"The mind of a noble one who has reached the transcendent, even though it may live in the world, surrounded by whatever the surroundings, can't be pulled by the world into getting perturbed or mixed up with those things at all. In other words, the affairs of the world [gain, loss, status, loss of status, praise, criticism, pleasure, and pain] can't overwhelm it, can't pull it back to the level of a run-of-the-mill person's mind. It can't be brought under the power of defilement or craving ever again.

"It's like coconut milk. Once you squeeze it out of the coconut flesh and boil it over high heat until the oil separates, you can't turn it back into coconut milk again. No matter how much you may mix the oil with other coconut milk, you can't turn the oil back into coconut milk at all."

83. Another comparison
"The paths, fruitions, and nibbana are personal: You can truly see them only for yourself. Those who practice to that level will see them for themselves, will be clear about them for themselves, will totally end all their doubts about the Buddha's teaching. If you haven't reached that level, all you can do is keep on guessing. No matter how profoundly someone else may explain them to you, your knowledge about them will be guesswork. Whatever is guesswork will have to be uncertain.

"It's like the turtle and the fish. The turtle lives in two worlds: the world on land and the world in the water. As for the fish, it lives only in one world, the water. If it were to get on land, it would die.

"One day, when a turtle came down into the water, it told a group of fish about how much fun it was to be on land: The lights and colors were pretty, and there were none of the difficulties that came from being in the water.

"The fish were intrigued, and wanted to see what it was like on land, so they asked the turtle, 'Is it very deep on land?'

"The turtle answered, 'What would be deep about it? It's land.'

"The fish: 'Are there lots of waves on land?'

"The turtle: 'What would be wavy about it? It's land.'

"The fish: 'Is it murky with mud?'

"The turtle: 'What would be murky about it? It's land.'

"Notice the questions asked by the fish. They simply take their experience of water to ask the turtle, and the turtle can do nothing but say no.

"The mind of a run-of-the-mill person guessing about the paths, fruitions, and nibbana is no different from the fish."

84. Things outside and in
The evening of April 2, 1981, after Luang Pu had returned from a ceremony in the palace and was resting at the royal monastic dwelling in Wat Bovorn, a high-ranking monk who was also a meditator came to visit and to converse with him about the Dhamma. His first question was this: "They say that a person who was a yakkha in a previous life, on returning to a human birth, can study magical formulae and be very powerful in whatever way he uses them. How true is that?"

Luang Pu sat right up and answered,

"I've never been interested in that sort of thing at all. But have you ever meditated to this point: hasituppapada, the movement of the mind where it smiles on its own, without any intention to smile? It happens only in a noble one's mind. It doesn't happen in ordinary people, because it lies beyond the conditions of fabrication — free in and of itself."

85. Not even the five precepts
Great senior monks tend to have lots of students, both lay and ordained. And among those students are people both good and bad. Especially among the monks: There are lots of good ones, with a few bad ones mixed in. One of the monks close to Luang Pu tended to be a little too casual about taking things without permission. People would report this to Luang Pu, but he tended not to say anything about it.

Once, when he wanted something that this monk had taken, he asked another monk to go ask after it, but the first monk denied having taken it. The second monk came back to inform Luang Pu of the first monk's denial. Luang Pu didn't complain, but simply said this:

"Some monks are so intent on observing the 227 precepts that they forget to observe the five."

86. Never perturbed
It was after 10 p.m., and I saw that Luang Pu was sitting and resting, so I went to inform him, "Luang Pu, Ajaan Khao has died."

Instead of asking when or how, Luang Pu said,

"Ah, yes. Ajaan Khao is finally done with the burden of hauling his sankharas around. I visited him four years ago and saw all the difficulties his physical sankharas were giving him. He had to have other people looking after him all the time. As for me, I have no bad karma with regard to the body. But as for bad karma associated with the body, even noble ones — no matter what the level of their attainment — still have to contend with these things until they're finally released from them and no longer involved with them. The normal state of the mind is that it has to live with things of this sort. But as for the mind that's well-trained, when these things arise it can immediately let them go and maintain its peace, without worries, without attachments, free from the burden of having to be involved with them. That's all there is."

87. How the Dhamma protects
The great fire in Surin resulted in lot of suffering: a huge destruction of property and a great sense of loss. Some folks even went out of their minds. People came in a stream to see Luang Pu and to bemoan the good they had done in the past, saying, "We've been making merit at the temple and practicing the Dhamma since the time of our grandparents. Why didn't that merit help us? Why didn't the Dhamma protect us? The fire totally destroyed our homes." Many of these people stopped coming to the monastery to make merit because the Dhamma didn't help protect their homes from burning down.

Luang Pu said,

"The Dhamma doesn't help people in that way at all. The fire simply acted in line with its function. What this means is that destruction, loss, disintegration, separation have always been with us in this world. As for those who practice the Dhamma, who have the Dhamma in their hearts, when they meet with these things they understand how to place the mind in such a way that it doesn't suffer. That's how the Dhamma helps. It's not the case that it helps by preventing aging or death or hunger or fire. That's not the case at all."

88. Only practice can resolve doubt
When people asked Luang Pu about death and rebirth, or about past and future lives, he was never interested in answering. Or if some people argued that they didn't believe that heaven or hell really existed, he never tried to reason with them or to cite evidence to defeat their arguments. Instead, he'd give them this piece of advice:

"People who practice the Dhamma don't have to give any thought to past or future lives, or to heaven or hell. All they have to do is be firm and intent on practicing correctly in line with the principles of virtue, concentration, and discernment. If there really are 16 levels of heaven as they say in the texts, people who practice well are sure to rise to those levels. Or if heaven and nibbana don't exist, people who practice well don't lack for benefits here and now. They're sure to be happy, as human beings on a high level.

"Listening to what other people say, looking things up in the texts, can't resolve your doubts. You have to put effort into the practice to give rise to clear insight knowledge. That's when doubt will be totally resolved on its own."

89. Is that all they want?
Even though people would come in groups to hear Luang Pu's opinion about rebirth, claiming that this person or that was able to remember many past lives, seeing what they had been in the past or who their mothers or relatives in past lives had been, Luang Pu would say,

"I've never been interested in this sort of knowledge. Even just threshold concentration can give rise to it. Everything comes from the mind. Whatever you want to know or see, the mind will grant you the knowledge or vision — and quickly at that. If you're satisfied with just this level of knowledge, the good result is that you'll fear being reborn on a low level. That way you'll set your mind on doing good, being generous, observing the precepts, and not harming one another. You'll be able to smile, confident in the results of your merit.

"But as for eliminating defilement to destroy ignorance, craving, and attachment in order to reach total release from suffering, that's something else entirely."

90. No fables
In all the long time I lived close to Luang Pu, there were never any fables or entertaining tales in his teachings — no jataka tales or stories of the present. All his teachings were noble truths, pure and simple, on the ultimate or impersonal level. Or else they were a few carefully chosen comments, as if he were trying to be frugal in his words. Even when he gave instructions on religious ceremonies or on how to make donations or basic morality, he taught in a very detached way. For the most part, he'd say,

"Ceremonies and merit-making activities can be regarded as skillful means, but from a meditator's point of view they lead to only a small amount of skill, that's all."

91. Strange
After the opening ceremonies for the Phra Ajaan Mun Museum, Luang Pu traveled further to visit Ajaan Funn at Khaam Cave. In those days, large vehicles could go no further than the base of the hill where the cave was located, which meant that Luang Pu had to climb a long distance up the hill. This he found extremely tiring, having to stop and catch his breath many times. I felt keenly pained for my part in putting him to such difficulties. Finally, when we had reached the meeting hall at the top of the hill and Ajaan Funn had paid his respects, Ajaan Thate happened to arrive as well.

Seeing these three great elders coincidentally meeting and hearing them converse in a friendly way in such a peaceful and smiling atmosphere, my sense of inner pain totally disappeared and was replaced by a feeling of rapture.

Ajaan Funn expressed his admiration of Luang Pu, saying, "Your health is very strong. Even at your age, you're still able to climb all the way up the hill."

Luang Pu responded,

"I'm not really all that strong. I've looked the matter over and seen that I have no bad karma with regard to the body. When I can't use the body any more, I'll just drop it, that's all."

92. Stranger still
I'm sure you can imagine how thrilled the large surrounding crowd of lay people was to be present at this coincidental meeting of three great ajaans. This sort of opportunity isn't easy to find. So two photographers from Surin starting taking as many pictures as they could.

When we were back on the bus for the trip home, the photographers saw that everyone was hungry for the pictures, so they announced that they would blow them up to 12" prints and sell them, with the proceeds going to help Jawm Phra Forest Monastery. I thought to myself that it wasn't a very pretty thing to see a price put on an ajaan's pictures with the purpose of selling them, but almost everyone on the bus placed an order.

When the photographers developed their film, they discovered that, of the more than twenty pictures they had gone to all that effort to take, all were totally blank, like a cloudless sky. That put an end to everyone's hopes for the pictures and, as it turned out, that was the last meeting among those three great ajaans.

93. The truth as he saw it
When people asked Luang Pu if he had read any of the many accounts of Ajaan Mun's life, he would answer, "A few." The next question would be, "And what do you think of all the psychic powers and miraculous events they describe?" Luang Pu would answer, "Back in the days when I was living with Ajaan Mun, I never heard him mention anything about them."

Normally, when Luang Pu would speak of Ajaan Mun, he'd speak only of his ascetic practices, saying,

"Among the later generations of monks, I've never seen a single one adhere to these practices as strictly as Ajaan Mun. He wore only robes made of rags that he had sewn and dyed himself. He never used finished robes received from anyone else. He stayed in forest dwellings his entire life. He ate only the food he had received on alms round, and only out of his alms bowl. Even when he was severely ill, he would sit up and hold his bowl in his lap for others to put alms in. He never took the special allowances that come from spending the Rains Retreat or receiving the kathina. He never got involved in construction work, and never tried to persuade other people to do so."

94. Answering questions with questions
Because I had been on familiar terms with Luang Pu for a long time, when I would ask him a question he would tend to answer by asking a question in return — his way of getting me to think out the answer on my own.

For example, when I asked, "The minds of arahants are clean and bright. Can they predict the next lottery number accurately?" he answered, "Would arahants be interested in knowing stuff like that?"

When I asked, "Do arahants dream in their sleep like ordinary people?" he answered, "Aren't dreams an affair of the aggregate of fabrication?"

When I asked, "Have there ever been any run-of-the-mill people still thick with defilements who have nevertheless been able to teach other people to become arahants?" he answered,

"Haven't there been a lot of doctors who, even though they themselves are ill, have been able to cure other people of their illnesses?"

95. Luang Pu's habits
Bodily: He was physically strong and nimble, well-proportioned in his features, clean-smelling, with few diseases. He liked to bathe with warm water only once a day.

Verbal: He had a deep voice, but spoke softly. He was a man of few words who spoke the truth, spoke directly, with no scheming to his speech. In other words, he never hinted, never cajoled, never spoke sarcastically, never gossiped, never begged, never asked anyone's pardon, never talked about his dreams. He never told jataka stories or fabulous tales.

Mental: There was a truth to him — once he had set his mind on doing something, he would work at it until he succeeded. He was always kind and compassionate, quiet, calm, and enduring. He never flared up in anger or showed any signs of frustration or impatience. He was never upset about things that were lost, and was never heedless. Fully mindful, alert, he was cheerful at all times. He never seemed to suffer, and was always unshaken by events. No untoward states of mind overcame him.

He always taught us,

"Try to clearly understand events as events: that they arise, change, and then dissolve away. Don't suffer or be sad because of them."

96. Heavy pain, but not heavy with pain
Luang Pu was severely ill at the Chulalongkorn Hospital. On the night of the 17th day of his stay, he was very fatigued, to the point where the doctors had to give him an oxygen tube. Late that night, after midnight, a famous monk together with a large following came to pay respect. Seeing that this was a special occasion, I let them into Luang Pu's room. Luang Pu lay on his right side with his eyes closed throughout the visit. When the monk and his following had bowed down to him, the monk leaned over him and spoke directly into his ear, "Luang Pu, do you still have feelings of pain?"

Luang Pu answered,

"Feeling and body still exist in line with their nature, but I don't partake of that feeling at all."

97. A safe shortcut
On January 20, 1973, just before Luang Pu was to leave Chulalongkorn Hospital, his students decided to donate a sanghadana to dedicate the merit to the past generations who had built the hospital and had since passed on.

When the ceremony was over, a number of doctors and nurses came to pay their respects to Luang Pu and to express their happiness that he had recovered. They commented in a friendly way, "Your health is still good and strong. Your face is bright, as if you hadn't been sick at all. This is probably the fruit of your good powers of concentration. We don't have much spare time to practice concentration. Are there any methods that are simple or quick?"

Luang Pu responded,

"Whenever you have time, use that time to practice. Training the mind, examining the mind, is the quickest, most direct method of all."

98. Everything comes from action
Throughout his life, Luang Pu never accepted the idea of lucky hours or lucky days. Even when he was simply asked, "What would be a good day to ordain?" or "to disrobe?" or "Which days are lucky or unlucky?" he never went along with the idea. He'd usually say, "All days are good." If people asked him to determine an auspicious time, he would have them go find out for themselves, or else he would say, "Any time that's convenient is a good time."

He would conclude by saying,

"Everything comes from our behavior. Good times, bad times, lucky times, unlucky times, merit, sin: All these things come from human behavior."

99. Making no show
Luang Pu never did anything to make a show or call attention to himself. For example, if people wanted to take his picture, their timing would have to be right. For instance, if he had already put on his full set of robes to listen to the Patimokkha or to ordain a monk or to participate in one sort of ceremony or another, then if you asked to take his picture at a moment like that, it would be easy. But if he was sitting informally and you asked him to get up and put on his robes to pose for a picture, you'd have a hard time getting him to comply.

Once, a lady from Bangkok brought a fine blanket for Luang Pu to use in the cold season. A few months later, in the middle of the hot season, she happened to come and pay her respects again. She asked him to get the blanket and pose with it so that she could take a picture, because she had forgotten to take a picture when she had donated it. Luang Pu refused to do so, saying gently, "There's no real need for that." Even when she asked him a second time, and a third, he kept saying, "There's no real need."

When she left I felt ill at ease, so I went to Luang Pu and asked him, "Do you realize how dissatisfied she was?"

Luang Pu smiled and said,

"I know. And the reason she was dissatisfied is because she has a dissatisfying heart."

100. The end of rebirth
Once a senior meditation teacher came to discuss many high-level topics of Dhamma with Luang Pu and ended with a question: "Some of the senior meditation monks conduct themselves well and inspire great respect. Even other monks agree that they're firmly established in the Buddha's teachings. But then something happens. Either they disrobe, or their behavior starts going astray, running afoul of the Dhamma and Vinaya. So what level of Dhamma does one have to reach in order to cut transmigration for sure, so that there's no more becoming and birth?"

Luang Pu said,

"Being strictly restrained in line with the Vinaya and observing the ascetic practices is an admirable form of conduct that's extremely inspiring. But if you haven't developed the mind to the level of heightened mind and heightened discernment, it can always regress, for it hasn't yet reached the transcendent. Actually, arahants don't need to know much. They simply have to develop their minds to be clear about the five aggregates and to penetrate dependent co-arising (paticca samuppada). That's when they can stop fabricating, stop searching, stop all motions of the mind. Right there is where everything ends. All that remains is pure, clean, bright — great emptiness, enormously empty."

101. A comparison
"The desire to know and see so as to put an end to one's doubts is something you find in all advanced people. Every science, every branch of learning, has been established so that people will question and want to know. That's when they'll make the effort to study and practice to reach the goal of that branch of learning.

"But in the area of the Buddha's teachings, you have to study and practice in a balanced way. And your effort has to be intense so that you can enter into the highest thing in the Dhamma on your own. That's when you'll end your doubts totally on your own.

"It's like a person from the countryside who's never seen Bangkok. When people tell him that, in addition to being developed in other ways, Bangkok has a 'Jewel Wall' [the name of the fortress wall around the Grand Palace] and an enormous 'Gold Mountain' [the name of the cetiya at Wat Sraket], he makes up his mind to go to Bangkok with the expectation that he'll be able to get some jewels from the wall and some gold from the mountain. But when he finally makes it to Bangkok and someone shows him, 'That's the Jewel Wall; that's the Gold Mountain,' that puts an immediate end to all his questions and expectations.

"The paths, fruitions, and nibbana are like that."

102. The safest way to dwell
I remember that in 1976 two meditation teachers from the northern part of the Northeast came to pay their respects to Luang Pu. The way they discussed the practice with him was very delightful and inspiring. They described the virtues and attainments of the different ajaans with whom they had lived and practiced for a long time, saying that that luang pu had concentration as his constant mental dwelling; this ajaan dwelled in the Brahma attitudes, which is why so many people respected him; that luang pu dwelled in the limitless Brahma attitudes, which is why there was no limit to the number of students he had, and why he was always safe from dangers.

Luang Pu said,

"Whatever level a monk has reached, as far as I'm concerned he's welcome to dwell there. As for me, I dwell with knowing."

103. Continued
When those two monks heard Luang Pu say that he dwelled with knowing, they were silent for a moment and then asked him to explain what dwelling with knowing was like.

Luang Pu explained,

"Knowing is the normality of mind that's empty, bright, pure, that has stopped fabricating, stopped searching, stopped all mental motions — having nothing, not attached to anything at all."

104. The end of stress
Luang Pu was pure in his speech because he liked to talk about the genuine truth. He'd speak only of the highest aims of the Buddha's teachings, he'd refer only to the Buddha's words that led solely to the end of suffering and stress. You could tell this from the Buddha's teaching he quoted most often.

The Buddha said,

"Monks, there that dimension where there is neither earth, nor water, nor fire, nor wind; neither the dimension of the infinitude of space, nor dimension of the infinitude of consciousness, nor dimension of nothingness, nor dimension of neither perception nor non-perception; neither this world, nor the next world, nor sun, nor moon. And there, I say, is neither coming, nor going, nor staying; neither passing away nor arising: unestablished, unevolving, without support. This, just this, is the end of stress."

105. His last illness
When Luang Pu returned from the hospital in early 1983, it didn't mean that he had fully recovered from his illness, simply that he had to use an extreme level of endurance to survive for eight more months, to the special merit-making celebration that had been planned for his 96th birthday. As the day of the ceremony approached, his symptoms started getting erratic: He'd be very tired, uncomfortable, and feverish from time to time. I asked him if we should take him back to Chulalongkorn Hospital, but he said, "There's no need to." And then he added, "I forbid you to take me, for even if I went, I wouldn't recover."

I replied, "Last time your illness was heavier than this and you still recovered. This time it's not heavy at all. You're sure to recover."

Luang Pu said,

"That was last time. This isn't last time."

106. Approaching death
On October 29, 1983, Luang Pu's condition was no better than stable after 1:00 p.m., but his complexion was abnormally bright. His followers — lay people, town monks, and forest monks — came in large numbers for the celebration.

At 3:00 p.m., a large contingent of forest monks came to pay respect to Luang Pu, who sat up and discussed the Dhamma with them. Speaking in a clear voice, he advised them on the entire path of practice as if he were resolving all their doubts and questions, summarizing all the meditation instructions he had ever taught.

Later that night, near 10:00 p.m., Luang Pu had us take him out of his hut in a wheelchair. He looked gently around the whole area of the monastery, with no one realizing that that would be his last look at things outside.

107. One last recollection of the Dhamma
After 10:00 p.m., Luang Pu had us take him back into his room. He lay on his back, supported by a large pillow. He asked the eight or nine monks in the room to chant the Seven Blessing Chants for him to hear. Then he told them to chant the Sati-sambojjhanga Sutta three times, and Dependent Co-arising three times. Then he asked us to chant the Great Frames of Reference (Mahasatipatthana) Discourse, but none of us had memorized it. So he said, "Open your chanting books and chant from the book," but there were no chanting books around. Fortunately, Ajaan Phuunsak, who had been looking after Luang Pu all along, had brought his copy of the Royal Chanting Book, so he picked it up and searched through the book to find the right page, leafing back and forth until Luang Pu said, "Hand it here." He then opened the book to the right page without even looking at it and said, "Chant from right here." This amazed every monk in the room, for Luang Pu had opened the book right to the Mahasatipatthana Discourse, on page 172. The discourse was long, and it took us more than two hours to finish it. He listened quietly throughout.

108. Final words
A few moments after we had finished chanting the Mahasatipatthana Discourse, Luang Pu began speaking about the Lord Buddha's total nibbana, from the beginning to the end. Here, I'll ask just to quote his concluding remarks:

"The Lord Buddha didn't attain nibbana in any of his jhanic attainments. When he left the fourth jhana, his mental aggregates all ceased at once, with nothing remaining. In other words, he allowed his feeling aggregate to cease in an awake state of mind, the normal human mental series, complete with mindfulness and alertness, with no other mental states coming to blind or delude the mind at all. This was the mind fully in its own state. You could call that state great emptiness, or the original cosmos, or nibbana, whichever you like. That's the state I've been practicing all along to reach."

Those were Luang Pu's last words.

109. A moment of wilderness in the city
Let's go back in time for a moment to some events nearly 100 years ago. Luang Pu's group of four wandering monks and novices had split off from Ajaan Mun's group and were wandering through Thaa Khantho district in Kalasin province. As they went through the dense forest, they encountered all sorts of dangers and difficulties: every kind of wild animal and, in particular, malaria. Finally, one of the monks, unable to fight off the disease, died in a pitiful way right in front of his fellow monks. Worse than that, when Luang Pu split off from the group accompanied by just one small novice into another forest wilderness near Kut Kawm village, malaria came and took the life of the novice right before his eyes. Luang Pu could do nothing but look on in utter dismay, simply because he lacked the medicine to treat the disease.

Now come back to the events just after 4:00 a.m. on October 30, 1983. That same condition of wilderness returned for a moment in Luang Pu's room, for although he was seriously ill there wasn't a single nurse, not a single drop of saline solution anywhere around. There were simply Luang Pu's monastic students circled around him, as if protecting his total freedom to put down his body in a death that left no traces — completely pure, quiet, and calm.

110. Even the timing was apt
The Buddha had searched for the truth for six years, and when he gained Awakening, he did so at the approach of dawn, i.e., after 4:00 a.m. Having gained Awakening, he taught for another 45 years, using the period after 4:00 a.m. each day to spread his awareness to see whom he should teach the next day. When the time came for his total nibbana, he chose the same time of day.

A bundle of fabrications that had arisen on October 4, 1888 in Praasaat Village, Surin province, grew and developed in stages, conducting his life in a way that was admirable and right. He remained in the ochre robe to the end of his days, practicing in an exemplary fashion, truly an "unexcelled field of merit for the world." He worked in a consummate way for his own true benefit and for the true benefit of others until October 30, 1983. That's when Luang Pu dropped his body at 4:13 a.m. — just like that.

What was amazing was that his students — lay and ordained, city dwellers and forest dwellers — had already gathered to make merit in celebration of the beginning of Luang Pu's 96th year, the completion of his eighth twelve-year cycle, as if in full preparation for this event.

111. No bad karma with regard to the body
It was only then that I understood what Luang Pu had meant when he said that he had no bad karma with regard to the body.

For even though he had reached his 96th year, his body was strong, spry, clean, and calm. Always fully mindful and alert, he suffered no senility or forgetful lapses at all.

When the time came for him to die, he died quietly with no signs of pain or difficulty. He caused no trouble, mental or physical, for those who were looking after him: no waste of doctors, no waste of medicine, no waste of anyone's time.

In the midst of the stillness near dawn, free of the noise of people or traffic — even the leaves of the trees were still, the air was cool, with a gentle drizzle falling like snow — Luang Pu, a member of the pure, noble Sangha, dropped his body, leaving us with only his virtues to remember and miss in a way that will know no end.

Glossary
Ajaan(Pali: acariya): Teacher; mentor.
Appana samadhi:Fixed penetration, the strongest level of concentration.
Arahang(Pali: araham): Worthy; pure. An epithet for the Buddha.
Brahma:Literally, a "great one." A deva inhabiting one of the highest celestial realms. The Brahma attitudes are four qualities of mind that enable one to become a brahma after death: good will, compassion, appreciation, and equanimity.
Buddho:Awake; enlightened. An epithet for the Buddha.
Deva:Literally, a "shining one." A terrestrial spirit or an inhabitant of one of the many heavens.
Dhamma (dharma):Event; phenomenon; the way things are in and of themselves; their inherent qualities; the basic principles underlying their behavior. Also, principles of behavior that human beings ought to follow so as to fit in with the right natural order of things; qualities of mind they should develop so as to realize the inherent quality of the mind in and of itself. By extension, "Dhamma" is used also to denote any doctrine that teaches such things. Thus the Dhamma of the Buddha denotes both his teachings and the direct experience of nibbana, the quality at which those teachings are aimed.
Dhutanga:Ascetic practice. Optional observances that monks may undertake to cut away mental defilement and attachment to the requisites of life. There are thirteen altogether, and they include the practice of wearing robes made from thrown-away cloth, the practice of using only one set of three robes, the practice of going for alms, the practice of not by-passing any donors on one's alms path, the practice of eating no more than one meal a day, the practice of eating from one's alms bowl, the practice of not accepting food after one has eaten one's fill, the practice of living in the wilderness, the practice of living at the foot of a tree, the practice of living under the open sky, the practice of living in a cemetery, the practice of living in whatever place is assigned to one, and the practice of not lying down.
Jataka:A story, often mythical, of one of the Buddha's previous lives.
Jhana:Meditative absorption in a single object, notion or sensation.
Kamma (karma):Intentional act resulting in states of being and birth.
Khandha:Heap; group; aggregate. Physical and mental components of the personality and of sensory experience in general, out of which one's sense of self is fabricated. Altogether there are five: form — physical phenomena; feelings of pleasure, pain, or neither pleasure nor pain; perception — mental labels and concepts; fabrications — thought-constructs; and consciousness of the six senses.
Luang Phaw:Venerable father. A term of respect for an older monk.
Luang Pu:Venerable paternal grandfather. A term of great respect for an elder monk.
Luang Taa:Venerable maternal grandfather. A term connoting more affection than respected, usually — but not always — used for monks ordained late in life.
Magga:Path. Specifically, the path to the cessation of suffering and stress. The four transcendent paths — or rather, one path with four levels of refinement — are the path to stream entry (entering the stream to nibbana, which ensures that one will be reborn at most only seven more times), the path to once-returning, the path to non-returning, and the path to arahantship.
Nibbana (nirvana):Liberation; the unbinding of the mind from greed, anger, and delusion, from physical sensations and mental acts. As the term is used to refer also to the extinguishing of a fire, it carries connotations of stilling, cooling, and peace. (According to the physics taught at the time of the Buddha, the property of fire exists in a latent state to a greater or lesser degree in all objects. When activated, it seizes and sticks to its fuel. As long as it remains latent or is extinguished, it is "unbound.")
Paticca-samuppada:Dependent co-arising, an analysis of the mental and physical factors that combine to produce suffering.
Patimokkha:The code of the monks' 227 basic precepts, chanted fortnightly.
Phala:Fruition. Specifically, the fruition of any of the four transcendent paths (see magga).
Phra:Venerable. The common title for a monk.
Sambojjhanga:Factor for awakening. There are seven in all: mindfulness, analysis of mental qualities, persistence, rapture, serenity, concentration, and equanimity.
Sangha:The community of the Buddha's disciples. On the conventional level, this refers to the Buddhist monkhood. On the ideal level, it refers to those of the Buddha's followers, whether lay or ordained, who have attained at least the first of the transcendent paths (see magga) culminating in nibbana.
Sanghadana:A donation dedicated to the entire community of monks, rather than to a specific individual.
Sati:Mindfulness.
Sutta (sutra):Discourse.
Vinaya:The monastic discipline. The Buddha's term for his teaching was, "this Dhamma-Vinaya."
Vipassana:Insight.
Wat:Monastery; temple.
Yakkha:A fierce spirit, usually associated with trees, mountains, or caves.Provenance: ©2005 Metta Forest Monastery.Transcribed from a file provided by the translator.This Access to Insight edition is ©2005–2010 John T. Bullitt.
Terms of use: You may copy, reformat, reprint, republish, and redistribute this work in any medium whatsoever, provided that: (1) you only make such copies, etc. available free of charge; (2) you clearly indicate that any derivatives of this work (including translations) are derived from this source document; and (3) you include the full text of this license in any copies or derivatives of this work. Otherwise, all rights reserved. For additional information about this license, see the FAQ.
How to cite this document (one suggested style): "Gifts He Left Behind: The Dhamma Legacy of Ajaan Dune Atulo", compiled by Phra Bodhinandamuni, translated from the Thai by Thanissaro Bhikkhu. Access to Insight, June 7, 2009, http://www.accesstoinsight.org/lib/thai/dune/giftsheleft.html.
Alternate format:
Help | Site map | About | Contact | Terms of use

ประโยคภาษาอังกฤษขำๆ ที่คนไทยมักพูดผิด

จาก หนังสือของคุณคริส ไรท์

1. Would you like to try some the Foot (Food)? It’s very delicious.
คุณอยากจะลองกินส้นตีนไทย(อาหาร)ไทย บ้างไหม? (อร่อยนะ จะบอกให้ หมักถุงเท้ามา 3 วันแล้ว)

2. Acharn Chris , I will give you a Massage(Message) tomorrow.
อาจารย์คริสขา เดี๋ยวพรุ่งนี้หนูนวด(ส่งข้อความ) ให้นะคะ (มาเลยกำลังเมื่อยพอดี)

3. I was Burn (Born) in Bangkok in 1997.
ฉันถูกเผา(เกิด)ที่กรุงเทพฯในปี1997 (เฮ้ย อย่างนี้ก็ผีนี่หว่า)

4. I ate Lice (Rice) with my girl friend yesterday.
เมื่อวานนี้ผมไปกินเหา(ข้าว) กับแฟน (แฟนผมเป็นลิง She is a monkey, her name is ไข่นุ้ย)

5. I like to watch Goat (Ghost) movies.
ผมชอบดูหนังแพะ (ผี) มาก ( สงสัยบ้านผีแพะภาค 8 )

6. I like to Freeze (Feed) my dog every Sunday.
ผมชอบเอาหมาไปแช่แข็ง(ให้อาหาร) ทุกวันอาทิตย์ (แล้วพอวันอังคารก็เอามันมาตุ๋นยาจีน)

7. Can I have a Shit (Cheese) Burger and a Feet (fish) Burger please?
ขอเบอร์เกอร์ขี้ (ชีส) กับเบอร์เกอร์ตีน (ปลา) หน่อยครับ (อาหารเด็ดประจำแมคเขา ว่าแต่สาขาไหนฟะ)

8. Can I have some French Flies (Fries) please?
ขอแมลงวันฝรั่งเศส (มันฝรั่งทอด) 1 ที่ค่ะ

9. I like to Pray (Play) computer at night.
ผมชอบไหว้ (เล่น) คอมพิวเตอร์ตอนกลางคืน (สงสัยคอมฯ บ้านนี้จะศักดิ์สิทธิ์ ขอหวยกันทุกวัน)

10. Wow, look at the big Cow (Crown) on Miss Thailand’s head.
โอ้โห วัว(มงกุฎ) บนหัวมิสไทยแลนด์ใหญ่จังเลย (นางสาวไทย นะยะ ไม่ใช่นางงามจัมโบ้)

11. I like to brush my Teats (Teeth) before I go to bed.
ดิฉันชอบแปรงนม(ฟัน)ก่อนนอนทุกคืน (ช่วยแปรงได้ไหมเนี่ย)

12. I like Porn (Prawns).
ผมชอบหนังโป๊ (กุ้ง) (เอามาแบ่งกันดูบ้างสิไอ้น้อง)

13. John I hate you, you are a Batman (Bad man).
จอห์น ฉันเกลียดคุณ คุณเป็นมนุษย์ค้างคาว(ผู้ชายไม่ดี)

ขอบพระคุณมากค่ะhttp://www.vcharkarn.com/vcafe/145182

ฝึกภาษาอังกฤษจากเพลง

ลองคลิกฟังดูค่ะ มีเนื้อเพลงให้ร้องตามด้วยค่ะ

Take to your heart
http://www.youtube.com/watch?v=BdCpASsqPuk

Imagine
http://www.youtube.com/watch?v=VM0Z75KEd_o&feature=related

Love is all around
http://www.youtube.com/watch?v=0rs-1ro3Yws&feature=related

Top of the world
http://www.youtube.com/watch?v=crWGGy2oBT0

Can't smile without you
http://www.youtube.com/watch?v=d-i00jDTe8I&feature=related

For all we know
http://www.youtube.com/watch?v=kH-xF1A9PS0&feature=related

Without you
http://www.youtube.com/watch?v=J8vZUqxlW88&feature=related

Hero
http://www.youtube.com/watch?v=FVhrIfaPKxw&feature=related

Whenever Whenever

http://www.youtube.com/watch?v=0rs-1ro3Yws

Because you loved me
http://www.youtube.com/watch?v=rl8SuLBCq3k&feature=related

พูดภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ

     คือระดับเบื้องต้นค่ะ ไม่ได้ใช้คำศัพท์แบบระดับสูง เรียกว่าพอเอาตัวรอด หรือแก้ขัดไปก่อน ถ้าอยากเก่งต้องฝึกฝน และฝึกฝนค่ะ ขออนุญาตทำความเข้าใจกันก่อนนะคะ คือการพูดภาษาอังกฤษนั้นแตกต่างจากภาษาไทยของเรามาก คือ ภาษาของเขานั้นเสียงสระ พยัญชนะ นั้นเปลี่ยนแปลงได้ ต้องอาศัยเสียงของเจ้าของภาษาและพจนานุกรมดีๆ ได้มาตรฐาน แล้วออกเสียงหนักเบาให้เหมือนเขาเด๊ะ ห้ามออกเสียงตามใจฉัน มิฉะนั้นจะไม่มีใครเขาฟังเข้าใจนะคะ ต้องหมั่นฝึกฝนนะคะ

ขอเริ่มด้วยวิธีการถามนะคะ How to ask 

What ว็อท อะไร         who ฮู ใคร  

Where แวร์ ที่ไหน       When เวน เมื่อไหร่

Which วิช สิ่งไหน        Why วาย ทำไม 

What time ว็อท ไทม์    กี่โมงแล้ว

 How ฮาว อย่างไร        

 How much ฮาว มัช ราคาเท่าไหร่

 How many ฮาว มัช   จำนวนเท่าไร

 นั่นคือการถามแบบสั้นๆ พอเข้าใจนิดๆ  คราวนี้เราจะเริ่มเพิ่มความยาวของประโยค

 ประโยคที่ชาวตะวันตกนิยมพูดมักเป็นเรื่องของสุขภาพ สภาพอากาศ  เขาจะไม่ถามเรื่องส่วนตัวกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ นี่คือความแตกต่างทางวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นบางคำถามในภาษาไทยของเรา เมื่อถามเป็นภาษาอังกฤษแล้วจะฟังเหมือนว่าเราไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวเขาเช่น กินข้าวยัง ไปไหน มาทำอะไรที่นี่   ทำงานที่ไหน น้องแต่งงานยัง รายได้ดีไหม  ดูอ้วนขึ้นนะ   ประโยคเหล่านี้ฝรั่งเขาถือว่าหยาบคายมาก เพราะคนในครอบครัวเขายังไม่ถามกัน

 มาเริ่มกันเลยค่ะ

 ประโยคทักทายถามไถ่สารทุกข์

1.   Hi,how are you  doing? ไฮ ฮาว  อาร์ยู ดู๊อิง  สบายดีไหม

2.   Hi,  how   are  you ? ไฮ ฮาว อ๊าร์ ยู   สบายดีไหม

3.  Hi,how  have you been ? ไฮ ฮาว แฮฟ ยูบี๊น   สบายดีไหม  (ใช้ในกรณีที่ไม่เจอกันนานมาก

 4.   I ' m  very well ,thank you .And you ?

      แอ่มเว้รี่เวล แธ้งคิว แอ่นด์ยู่ 

      ดิฉันสบายดีค่ะ  ขอบคุณมากค่ะที่เป็นห่วง แล้วคุณล่ะคะ

      การขอตัว

5.   I have to leave now.ไอแฮฟทูลีฟนาว

      ดิฉันต้องไปแล้วค่ะ

      การถามเวลา

6.   Could you tell me the time,please?

      คูดยูเท้ลมีเดอะไทม์ พลีส

      คุณช่วยบอกได้ไหมคะว่า เวลาเท่าไร

7.   Do you have the time ?

      ดูยูแฮฟเดอะไทม์

      การเดินทาง

8.   How was your trip?

      ฮาววอซยัวร์ทริป

      การเดินทางเป็นอย่างไรบ้าง

9.   How 's the weather like? ฮาวซฺเดอะเว๊เธอร์ไล้

10. What 's the weather like? วอทซฺเดอะเว๊เธอร์ไล้

     ทั้งสองประโยคนี้ใช้ถามถึงสภาพอากาศ

11. It was fun. อิทวอซฟัน

12. I had a good time. ไอแฮดอะกึ้ดไทม

     สนุกมาก

13.  It was the first time I had gone  abroad.

       อิทวอซเดอะเฟิร์สทฺไทมอ่ายแฮดกอนอะบร้อด

       เป็นครั้งแรกที่ฉันไปต่างประเทศ

  ถาม-ตอบ ข้อมูลส่วนตัว

Q 1: What's your name? คุณชื่ออะไร
A1: Peter. ปีเตอร์

 

Q 2: Where are you from? / Where do you come from? คุณมาจากไหน
A 2: I'm from ... I come from ... ฉันมาจาก.......

 

Q 3: What's your surname / family name? คุณนามสกุลอะไร
A 3: Smith. สมิธ

 

Q 4: What's your first name? คุณชื่ออะไร
A 4: Tom. ทอม

Q 5: What's your address? ที่อยู่ของคุณคือที่ไหน
A 5: 7865 NW Sweet Street 7865 นอร์ธเวสต์ ถนนสวีท

Q 6: Where do you live? คุณอาศัยอยู่ที่ไหน
A 6: I live in San Diego. ฉันอาศัยอยู่ที่ ซาน ดิเอโก

Q 7: What's your (tele)phone number? คุณหมายเลขโทรศัพท์อะไร
A 7: 209-786-9845

Q 8: How old are you? คุณอายุเท่าไร
A 8: Twenty-five. I'm twenty-five years old. ยี่สิบห้า. ฉันอายุ 25 ปี

Q 9: When / Where were you born? คุณเกิดเมื่อไร ที่ไหน
A 9: I was born in 1961 / Seattle. ฉันเกิดในปี ค.ศ. 1961 ที่ซีแอตเติ้ล

Q 10: Are you married? / What's your marital status? คุณแต่งงานหรือยัง / สถานภาพการสมรสของคุณเป็นอย่างไร
A 10: I'm single. ฉันยังโสด

Q 11: What do you do? / What's your job? คุณทำอาชีพอะไร
A 11: I'm a librarian. ฉันเป็นบรรณารักษ์

Q 12: Where did you go? คุณไปไหนมา
A 12: I went to a friend's house. ฉันไปบ้านเพื่อนมา

Q 13: What did you do? คุณได้ทำอะไร
A 13: We played video games. เราเล่นวีดิโอเกมส์

Q 14: Where were you? คุณอยู่ที่ไหน (ถามที่เคยอยู่ในอดีต)
A 14: I was in New York for the weekend. ฉันอยู่ในนิวยอร์กตอนสุดสัปดาห์

Q 15: Have you got a car / job / house / etc.? คุณมีรถ / งาน / บ้าน ฯลฯ หรือเปล่า
A 15 : Yes, I've got a good job. ใช่ เรามีงานที่ดีทำ

Q 16: Have you got any children / friends / books / etc.? คุณมีบุตร / เพื่อน / หนังสือ ฯลฯ บ้างไหม
A 16: Yes, I've got three children - two boys and a daughter. ใช่ เรามีบุตร 3 คน เป็น ชาย 2 คน หญิง 1 คน

Q 17: Can you play tennis / golf / football / etc.? คุณเล่นเทนนิส / กอล์ฟ / ฟุตบอล / ฯลฯ เป็นไหม
A 17: Yes, I can play golf. ใช่ ฉันเล่นกอล์ฟได้

Q 18: Can you speak English / French / Japanese / etc.? คุณพูดภาษาอังกฤษ/ ฝรั่งเศส / ญี่ปุ่น ฯลฯ ได้ไหม
A 18: No, I can't speak Japanese. ไม่ได้ ฉันพูดญี่ปุ่นไม่ได้

Q 19: Could you speak English / French / Japanese / etc.? when you were five / two / fifteen / etc. years old? คุณพูดภาษาอังกฤษ/ ฝรั่งเศส / ญี่ปุ่น ฯลฯ ได้ไหม ตอนคุณอายุ 5 / 2 / 15 / ฯลฯ ปี
A 19: Yes, I could speak English when I was five years old. ใช่ ฉันพูดภาษาอังกฤษได้เมื่ออายุ 5 ขวบ

Saying Hello พูดทักทาย

Q 20: How do you do? คุณสบายดีไหม
A 20: How do you do. Pleased to meet you. ยินดีที่เพบคุณ

Q 21: How are you? คุณสบายดีไหม
A 21: Fine, thanks. And you? สบายดี ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ

Shopping เมื่อช็อปปิ้ง

Q 22: How can I help you? / May I help you? คนขาย: จะให้ช่วยอะไรบ้าง
A 22: Yes. I'm looking for a sweater. คนซื้อ: ครับ กำลังมองหาเสื้อสเวตเตอร์สักตัว

Q 23: Can I try it on? คนซื้อ: ขอลองได้ไหม
A 23: Sure, the changing rooms are over there. คนขาย: ได้ซีครับ ห้องลองเสื้ออยู่ตรงโน้นครับ

Q 24: How much does it cost? / How much is it? คนซื้อ: ราคาเท่าไร
A 24: It's $45. คนขาย: 45 เหรียญ

Q 25: How would you like to pay? คนขาย: คุณจะจ่ายยังไงครับ
A 25: By credit card. คนซื้อ: ใช้บัตรเครดิต

Q 26: Can I pay by credit card / check / debit card? คนซื้อ: ฉันจะจ่ายโดยใช้ บัตรเครดิต / เช็ค / บัตรเดบิต ได้ไหม
A 26: Certainly. We accept all major cards. คนขาย: ได้ซีครับ เรารับบัตรเครดิตยี่ห้อใหญ่ ๆ ทุกยี่ห้อ

Q 27: Have you got something bigger / smaller / lighter / etc.? คนซื้อ: คุณมีตัว ที่ใหญ่กว่า / เล็กกว่า / เบากว่า / ฯลฯ หรือไม่
A 27: Certainly, we've got a smaller sizes as well. คนขาย: มีครับ ขนาดเล็กกว่าเราก็มี

Asking Something Specific ถามคำถามเจาะจง

Q 28: What's that? นั่นอะไรน่ะ
A 28: It's a cat! แมว

Q 29: What time is it? เวลาเท่าไร
A 29: It's three o'clock. 3 นาฬิกา

Q 30: Can / May I open the window? ฉันขอเปิดหน้าต่างได้ไหม
A 30: Certainly. It's hot in here! ได้ซีครับ ข้างในนี่ร้อน

Q 31: Is there a bank / supermarket / pharmacy / etc. near here? มีธนาคาร / ซูเปอร์มาเก็ต / ร้านขายยา / ฯลฯ ที่อยู่ใกล้ ๆ บ้างไหม
A 31: Yes. There is a bank on the next corner next to the post office. มีครับ มีธนาคารแห่งหนึ่ง ที่มุมถนนถัดไปติดกับที่ทำการไปรษณีย์

Q 32: Where is the nearest bank / supermarket / pharmacy / etc.? ธนาคาร / ซูเปอร์มาเก็ต / ร้านขายยา / ฯลฯ ที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหนครับ
A 32: The nearest pharmacy is on 15th street. ร้านขายยาที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ถนนหมายเลข 15

Q 33: Who wrote / invented / painted / etc. the ...? ใครคือผู้ เขียน / ประดิษฐ์ / วาด ภาพ / ฯลฯ .....
A 33: Hemingway wrote "The Sun Also Rises". เฮมิงเวย์เขียนหนังสือ "The Sun Also Rises"

Q 34: Is there any water / sugar / rice / etc.? มีน้ำ / น้ำตาล / ข้าว ฯลฯ บ้างไหม
A 34: Yes, there's a lot of sugar left. มีครับ มีน้ำตาลเหลืออยู่เยอะทีเดียว

Q 35: Are there any apples / sandwiches / books / etc.? มีแอปเปิ้ล / แซนด๋วิช / หนังสือ / ฯลฯ บ้างไหม
A 35: No, there aren't any apples left. ไม่มีครับ ไม่มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่เลย

Q 36: Is this your / his / her / etc. book / ball / house / etc.? นี่คือ หนังสือ / ลูกบอล / บ้าน / ฯลฯ ของคุณ / ของเขา / ฯลฯ ใช่ไหมครับ
A 36: No, I think it's his ball. ไม่ใช่ครับ ฉันคิดว่าเป็นลูกบอลของเขา

Q 37: Whose is this / that? สิ่งนี้ / สิ่งนั้น เป็นของใคร
A 37: It's Jack's. เป็นของแจ๊ก

Questions with 'Like' คำถามที่มีคำว่า ‘like' (like แปลว่า ‘ชอบ' หรือ ‘คล้าย' หรือ ‘มีลักษณะ')

Q 38: What do you like? คุณชอบอะไร
A 38: I like playing tennis, reading and listening to music. ฉันชอบเล่นเทนนิส, อ่านหนังสือ และฟังเพลง

Q 39: What does he look like? เขามีลักษณะเป็นยังไง
A 39: He's tall and slim. เขาสูงและผอม

Q 40: What would you like? คุณชอบอะไร
A 40: I'd like a steak and chips. ฉันชอบสเต็กและชิป

Q 41: What is it like? มันมีลักษณะเป็นอย่างไร
A 41: It's an interesting country. มันเป็นประเทศที่น่าสนใจประเทศหนึ่ง

Q 42: What's the weather like? อากาศเป็นอย่างไรบ้าง
A 42: It's raining at the moment. ตอนนี้ฝนตก

Q 43: Would you like some coffee / tea / food? คุณจะรับกาแฟ / ชา / อาหาร บ้างไหม
A 43: Yes, thank you. I'd like some coffee. ครับ ขอบคุณครับ ขอรับกาแฟแล้วกันครับ

Q 44: Would you like something to drink / eat? จะรับอะไรดื่ม / ทาน ไหมครับ
A 44: Thank you. Could I have a cup of tea? ขอบคุณครับ ขอชาสักถ้วยได้ไหมครับ

Asking for an Opinion พูดขอความคิดเห็น

Q 45: What's it about? มันเกี่ยวกับอะไร
A 45: It's about a young boy who encounters adventures. เกี่ยวกับเด็กชายคนหนึ่งซึ่งเผชิญเรื่องผจญภัย

Q 46: What do you think about your job / that book / Tim / etc.? คุณคิดยังไงเกี่ยวกับ งานของคุณ / หนังสือเล่มนั้น / ทิม / ฯลฯ
A 46: I thought the book was very interesting. ฉันคิดว่าหนังสือเล่มนั้นน่าสนใจมาก

 Q 47: How big / far / difficult / easy is it? มันใหญ่ / ไกล / ยาก / ง่าย ขนาดไหน (ใช้ it = เอกพจน์)
A 47: The test was very difficult! ข้อสอบยากมาก

Q 48: How big / far / difficult / easy are they? มันใหญ่ / ไกล / ยาก / ง่าย ขนาดไหน (ใช้ they = พหูพจน์)
A 48: The questions were very easy. คำถามง่ายมาก

Q 49: How was it? มันเป็นอย่างไรบ้าง
A 49: It was very interesting. มันน่าสนใจมาก

 

 Q 50: What are you going to do tomorrow / this evening / next week / etc.? คุณกำลังจะทำอะไรพรุ่งนี้ / เย็นนี้ / สัปดาห์หน้า / ฯลฯ
A 50: I'm going to visit some friends next weekend. ฉันจะไปเยี่ยมเพื่อนสุดสัปดาห์หน้า

 Suggestions คำแนะนำ

Q 51: What shall we do this evening? เราจะทำอะไรกันดีเย็นนี้
A 51: Let's go see a film. ไปดูหนังกันเถอะ

Q 52: Why don't we go out / play tennis / visit friends / etc. this evening? ทำไมเราไม่ออกไปข้างนอก / เล่นเทนนิส / ไปเยี่ยมเพื่อน / ฯลฯ กันเย็นนี้
A 52: Yes, that sounds like a good idea. ใช่ ฟังดูเข้าท่าทีเดียว

= = = = ==


 


http://esl.about.com/od/beginnerpronunciation/a/basicquestions.htm

มุกตลกที่โดนใจสาวๆ มากที่สุดแห่งปี

A man was sick and tired of going to work every day while his wife stayed home...
ชายคนหนึ่งรู้สึกเบื่อหน่ายกับการที่ต้องไปทำงานทุกวัน ในขณะที่ภรรยาของเขาได้อยู่บ้านเฉยๆ

He wanted her to see what he went through so he prayed:
ด้วยควาต้องการที่อยากจะให้ภรรยาได้รู้ว่าเขาต้องไปเจอกับอะไรบ้าง เขาจึงได้อธิษฐานว่า

'Dear Lord:
ข้าแต่ พระผู้เป็นเจ้า

I go to work every day and put in 8 hours while my wife merely stays at home.
ลูกไปทำงานทุกวัน วันละ 8 ชม ในขณะที่ภรรยาของลูกได้อยู่บ้านอย่างสุขสบาย

I want her to know what I go through.
ลูกอยากให้ภรรยาได้รู้ว่าลูกต้องเจอกับอะไรบ้าง

So, please allow her body to switch with mine for a day.
Amen!'
ขอพระองค์โปรดประทานอนุญาตให้ลูกกับภรรยาสลับร่างกันสักวันหนึ่งเถิด เอเมน

God, in his infinite wisdom, granted the man's wish.
พระผู้เป็นเจ้า ทรงมีญาณหยั่งรู้ในทุกสิ่ง จึงให้ชายผู้นี้ได้สมประสงค์

The next morning, sure enough, the man awoke as a woman...
แน่นอนที่สุด เช้าวันต่อมา ชายคนนั้นตื่นขึ้นมาในสภาพของผู้หญิง

He arose, cooked breakfast for his mate,
เขาลุกขึ้นมาทำอาหารเช้าให้คู่ชีวิตของเขา

Awakened the kids,
ปลุกลูก ๆ

Set out their school clothes,
จัดเตรียมชุดนักเรียน

Fed them breakfast,
เอาอาหารเช้าให้ลูกๆทาน

Packed their lunches,
ห่อข้าวกลางวัน

Drove them to school,
ขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน

Came home and picked up the dry cleaning,
กลับมาบ้านและเก็บเสื้อผ้าที่เตรียมจะส่งซักแห้ง

Took it to the cleaners
เอาผ้าไปส่งซักที่ร้านซักแห้ง

Went grocery shopping,
ไปซื้อของชำ

Then drove home to put away the groceries,
จากนั้น ขับรถกลับบ้าน แล้วเก็บของที่ซื้อมาให้เรียบร้อย

He cleaned the cat's litter box and bathed the dog.
เขาทำความสะอาดกระบะทรายอึของแมวและอาบน้ำสุนัข

Then, it was already 1P.M.
กว่าจะเสร็จ ก็ปาเข้าไปบ่ายโมงแล้ว

And he hurried to make the beds, Do the laundry, vacuum, Dust, sweep and mop the kitchen floor.
แล้วเขาต้องรีบจัดเตียง ซักผ้า ดูดฝุ่น ปัดกวาดและถูพื้นห้องครัว

Ran to the school to pick up the kids and got into an argument with them on the way home.
รีบบึ่งไปโรงเรียนรับลูกและต้องปะทะคารมกับพวกลูกๆระหว่างทางกลับบ้าน

Set out milk and cookies and got the kids organized to do their homework.
เตรียมนมและคุ้กกี้ และจัดการให้ลูกๆ ทำการบ้าน

Then, set up the ironing board and watched TV while he did the ironing.
หลังจากนั้น ก็ตั้งโต๊ะรีดผ้าและดูทีวีไปพร้อมๆกับรีดผ้า

At 4:30 he began peeling potatoes and washing vegetables for salad, breaded the pork chops and snapped fresh beans for supper.
16.30 น เขาเริ่มปอกมันฝรั่งและล้างผักทำสลัด เตรียมพอร์คช้อพและถั่วสำหรับอาหารค่ำ

After supper, he cleaned the kitchen, ran the dishwasher, folded laundry, bathed the kids, and put them to bed.
At 09 P.M.
หลังอาหารค่ำ เขาทำความสะอาดห้องครัว เปิดเครื่องล้างจาน พับเสื้อผ้า อาบน้ำลูก ๆ และพาลูกๆเข้านอน

He was exhausted and, though his daily chores weren't finished, he went to bed where he was expected to make love, which he managed to get through without complaint.
แม้ว่างานบ้านประจำวันยังไม่เสร็จ แต่เขาก็เหนื่อยมากแล้ว เขาอยากจะนอนหลับพักผ่อนซะที แต่พอไปถึงเตียงว่าจะนอน ที่ไหนได้ที่รักอยากจะกุ๊กกิ๊กด้วย เขาก็ยอม โดยไม่บ่นอะไร

The next morning, he awoke and immediately knelt by the bed and said: - ‘Lord, I don't know what I was thinking. I was so wrong to envy my wife's being able to stay home all day.
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาตื่นขึ้นและคุกเข่าข้างเตียงในทันที และกล่าวว่าข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ลูกไม่รู้ว่าลูกไปคิดแบบนั้นได้อย่างไร ลูกเข้าใจผิดมหันต์ ที่ไปคิดอิจฉาภรรยาของลูกที่ คิดว่าเธออยู่บ้านเฉยๆได้ทั้งวัน

Please, oh! Oh! Please, let us trade back. Amen!'
ได้โปรดเถิด ได้โปรดให้เราได้กลับสู่สภาพเดิมด้วยเถิด เอเมน

The Lord, in his infinite wisdom, replied:
พระผู้เป็นเจ้า ทรงมีญาณหยั่งรู้ในทุกสิ่ง ทรงตอบกลับมาว่า

'My son, I feel you have learned your lesson and I will be happy to change things back to the way they were.
ลูกเอ๋ย เรารู้สึกว่าเจ้าได้เรียนรู้จากบทเรียนนี้แล้ว และเราก็ยินดีที่จะเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ ให้กลับสู่สภาพเดิม

You'll just have to wait nine months, though.
แต่ว่า... เจ้าจะต้องรออีก 9 เดือน

You got pregnant last night.'
เจ้าเพิ่งจะตั้งครรภ์เมื่อคืนนี้ !!!!!!

สำนวนรัก

I love you not because of who you are, but because of who I am when I am with you.
เหตุผลที่ฉันรักเธอไม่ใช่เพราะตัวเธอ แต่รักเธอเพราะเธอทำให้ฉันรักตัวเองเวลาเราอยู่ด้วยกัน

No man or woman is worth your tears, and the o­ne who is, won't make you cry.
ไม่มีชายหรือหญิงใดที่คู่ควรกับน้ำตาของคุณ และถึงแม้ว่าเค้าคนนั้นมีค่ามากพอ เค้าก็ไม่ควรจะทำให้คุณต้องเสียใจ

Just because someone doesn't love you the way you want them to, doesn't mean they don't love you with all they have.
แม้ว่าเค้าคนนั้นจะไม่ได้รักคุณในแบบที่คุณต้องการ แต่อย่าเข้าใจผิดว่าเค้าไม่ได้รักคุณอย่างหมดหัวใจ

A true friend is someone who reaches for your hand and touches your heart.
เพื่อนแท้คือใครซักคนที่จับมือคุณแล้วเข้าใจความรู้สึกของคุณ

The worst way to miss someone is to be sitting right beside them knowing you can't have them.
สิ่งที่แย่ที่สุดเวลาคิดถึงใครคนนึง....คือเวลาที่เราอยู่ใกล้เค้า แต่เรากลับรู้สึกว่าเค้าอยู่ห่างไกลเหลือเกิน เพราะเราไม่มีทางได้เค้ามา

Never frown, even when you are sad, because you never know who is falling in love with your smile.
อ๊ะ อย่าทำหน้าบึ้งตึง เพราะอาจจะมีใครซักคนที่หลงรักรอยยิ้มของคุณ โดยที่คุณไม่รู้ตัว

To the world you may be o­ne person, but to o­ne person you may be the world.
คุณอาจจะเป็นแค่คนหนึ่งในโลกนี้ แต่ในทางกลับกัน คุณอาจจะเป็นโลกทั้งใบสำหรับใครบางคน

Don't waste your time o­n a man/woman, who isn't willing to waste their time o­n you.
อย่าเปลืองเวลาของคุณให้กับใครก็ตามที่ไม่คิดจะใช้กับคุณ

Maybe God wants us to meet a few wrong people before meeting the right o­ne, so that when we finally meet the person, we will know how to be grateful.
บางทีอาจจะเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าที่ต้องการให้เราเจอกับคนที่ไม่ใช่คู่ของเราซะก่อน เพื่อว่าเมื่อวันหนึ่งที่เราได้เจอกับคนๆนั้นที่"ใช่" เราจำได้รู้ซึ้งว่า ความสุข และความพอใจเป็นยังไง

Don't cry because it is over, smile because it happened.
อย่าร้องไห้ กับสิ่งที่จบไปแล้ว แต่จงยิ้ม กับสิ่งที่เกิดขึ้น

There's always going to be people that hurt you so what you have to do is keep o­n trusting and just be more careful about who you trust next time around.
คนที่ทำให้เธอต้องเจ็บและเสียใจมีอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นครั้งต่อไปเธอควรคิดก่อนที่จะเชื่อใจใครสักคน แต่อย่าถึงกับหมดศรัทธาในความเชื่อของเธอ

Make yourself a better person and know who you are before you try and know someone else and expect them to know you.
ก่อนที่จะคาดหวังให้คนอื่นมาเข้าใจเธอ เธอควรจะเข้าใจและรู้จักตัวเองซะก่อน

Don't try so hard, the best things come when you least expect them to.
อย่าหวังให้มาก ...สิ่งที่ดีที่สุดมักเกิดขึ้นเมื่อเธอไม่ได้คาดฝัน

"Love is the triumph of imagination over intelligence."
ความรักคือชัยชนะของจินตนาการที่อยู่เหนือไหวพริบ

"Love or friendship, o­ne cannot serve two masters."
ความรักหรือมิตรภาพ คุณเลือกได้เพียงหนึ่งเท่านั้น

"Love is like glass. If you drop it, it shatters and can never be put completely back together, if you can put it back together at all. But love can also be like porceline - if it's meant to be it'll never crack."
ความรักก็เหมือนเครื่องแก้ว เมื่อทำตกไปแล้วก็ไม่สามารถจะทำให้กลับมาเป็นเช่นเดิมได้ ความรักก็เหมือนเช่นเครื่องแก้วชั้นดีที่ไม่มีรอยตำหนิแม้สักนิด

"Love is a beautiful thing, it must be treated with tenderness and compassion or, like a rose, it's thorns can make it dangerous."
ความรักเป็นสิ่งสวยงามที่สามารถให้คุณได้ทั้งความอ่อนโยนและความเข้าใจ ดั่งเช่นดอกกุหลาบ แต่หนามของมันก็เป็นอันตรายเช่นกัน

"Love is the constant feeling of completeness when you are with that someone and not wanting that moment to end for anything."
ความรักคือความรู้สึกสมบูรณ์และมั่นคงต่อใครสักคนและไม่ต้องการให้ช่วงเวลานั้นจบสิ้นไป

"Certain chance occurrences have caused our paths to meet. Destiny has joined our hearts and made our lives complete."
ความบังเอิญแน่นอนที่ทำให้เราพบกัน และพรหมลิขิตก็ผนึกหัวใจสองเราเข้าด้วยกัน ได้เติมเต็มชีวิตซึ่งกันและกัน

"Choosing a love and then being strong enough to live up to your commitment of love is the essence of love."
การเลือกที่จะรัก และเข้มแข็ง ทำตัวให้ดีสมกับที่อุทิศตนในรักนั้น คือแก่นแท้แห่งความรัก

"Don't stop giving love even if you don't receive it. Smile and have patience."
อย่าหยุดที่จะหยิบยื่นความรัก ถึงแม้คุณจะไม่ได้รับมันตอบ จงยิ้มสู้และมีความอดทน

"Don't look at someone by where they're from; rather, look at what they are, and what they do because true love has no boundries."
จงอย่าตัดสินผู้คนเพียงดูว่าเขามาจากไหน แต่จงมองว่าเขาเป็นใครและทำอะไร เพราะความรักไม่เคยมีขอบเขต

"Distance doesn't count if there is love in between."
ระยะทางไม่มีความหมายสำหรับคนที่มีรัก

"Don't marry a person you can live with, marry somebody you can't live without."
อย่าแต่งงานกับคนที่คุณสามารถอยู่ด้วยได้ จงแต่งงานกับคนที่คุณขาดเค้าไม่ได้

"Don't rely o­n the past to create the future, rely o­n the future to erase the past."
อย่าใช้อดีตเป็นตัวสร้างอนาคต แต่ให้้้ใช้อนาคตเป็นตัวลบอดีตนั้น

"Don't kill your love with fear."
อย่าให้ความวิตกทำลายความรักของคุณ

"Distance can never undo the love of two hearts."
ระยะทางไม่สามารถทำลายความรักจากหัวใจสองดวงได้

"Everybody is somebodys daydream."
ทุกๆ คนเป็นฝันกลางวันของใครบางคนได้เสมอ

"Every day is a new start and a chance to make right what went wrong yesterday."
ทุกๆ วันเป็นการเริ่มต้นใหม่ และเป็นโอกาสที่จะแก้ไขสิ่งผิดพลาดในวันวาน

"I don't regret the things I have done or the things I have chosen not to do because what ever I've done, I must have done something right because I ended up with you."
ฉันไม่เคยเสียใจในสิ่งที่ได้เลือกหรือทำไปแล้ว นั่นเพียงเพราะว่าทุกๆ สิ่งที่ฉันได้ทำคงจะเป็นเรื่องถูกต้องแล้วในเมื่อวันนี้ฉันมีเธออยู่เคียง ข้าง...

"If you have reasons for loving someone, then you are using your mind, but if you love someone for no reason, then you are using your heart."
ถ้าคุณรู้ว่าคุณรักใครเพราะอะไร นั่นเพราะคุณใช้ความคิดในการรักเขาคนนั้น แต่เมื่อไหร่ที่คุณรักใครสักคนโดยไม่มีเหตุผล นั่นเพราะคุณใช้หัวใจรักเขา

If the eye is a window to the soul then the heart is the doorway to love."
หากดวงตาเป็นหน้าต่างสู่จิตวิญญาณ ดังนั้นหัวใจก็เป็นประตูสู่ความรัก

"In the arithmetic of love, o­ne plus o­ne equals everything, and two minus o­ne equals nothing."
ในข้อที่ว่าเกี่ยวกับเลขคณิตของความรัก 1+1 จะเป็นได้ในทุกๆ สิ่ง และ 2 - 1 เท่ากับไม่มีอะไรเหลือเลย

"It o­nly takes a second to say "I love you", but it will take a lifetime to show you how much."
ใช้เวลาแค่เพียงชั่ววินาทีในการบอกว่า "ฉันรักเธอ" แต่ใช้เวลาตลอดชีวิตในการแสดงให้เห็นว่า รักมากเพียงไร

"In the end the love you take is equal to the love you make!"
ในท้ายที่สุดของความรักที่คุณได้มานั้น มีค่าเท่ากับความรักที่คุณสร้างมันขึ้นมา

If you love two people, you don't love either o­ne enough."
ถ้าคุณรักใครสองคนพร้อมกัน นั่นหมายถึงคุณไม่ได้รักใครอย่างแท้จริงเลย

"I know I won't live forever, but forever I'll be loving you."
ฉันรู้ว่าไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาว แต่ความรักที่ฉันมีต่อเธอจะยืนยง

"When you think you don't need love is when you need it most."
เมื่อไหร่ที่คุณคิดว่า คุณไม่จำเป็นต้องมีความรัก นั่นคือ เวลานั้นคุณต้องการมันเป็นที่สุด

"When looking for love, don't be selfish and look just to be loved,look for love to give all the love you have. o­nly then can you find love."
ในขณะที่คุณกำลังชำเลืองหาความรัก จงอย่าเห็นแก่ตัวที่จะรับความรักแต่เพียงฝ่ายเดียว
แต่จงค้นหาความรักที่ทำให้คุณรู้จักการให้ในความรักที่คุณมีทั้งหมด เมื่อนั้นคุณจะค้นพบความรัก

"When a young man complains that a young woman has no heart, it is pretty sure that she has his."
เวลาที่ชายหนุ่มคร่ำครวญว่า หญิงสาวคนนั้นไม่มีหัวใจ แน่นอนเลยว่า หล่อนอยู่ในหัวใจเขาแล้ว

"When you love, don't give your all, but give your best. It's not quantity after all, it's quality."
เมื่อคุณมีรัก มิใช่มอบให้เขาทั้งหมด แต่จงให้ในสิ่งที่ดีที่สุด เพราะทั้งหมดไม่ใช่ปริมาณ แต่เป็นคุณภาพต่างหาก

"We may not always know the moment that love begins, but we always know when it ends."
เราไม่เคยรู้เลยว่าความรักเริ่มต้นเมื่อไหร่ แต่เราจะรู้ดีเสมอเมื่อมันสิ้นสุดลง

"True love is like ghosts, which everyone talks about but few have seen."
รักแท้เหมือนวิญญาณ ที่ทุกคนกล่าวขวัญถึง แต่คนน้อยนักที่จักได้เห็น

"Absence does for love what the wind does for a flame: it extinguishes the weak, and feeds the strong."
ความรักไม่มีตัวตน เสมือนกับลมที่ทำให้เปลวไฟติด หรือดับได้ รักก็สามารถทำให้คนอ่อนแอ หรือเข้มแข็งได้เช่นกัน

"Absence to love is like the wind to fire,It extinguishes the small but kindles the great."
การห่างเหินมีค่าต่อความรักประหนึ่งสายลมต่อไฟ มันจะทำให้รักที่เล็กน้อยมอดลง แต่จะโหมความรักที่ยิ่งใหญ่

ขอบพระคุณhttp://learning.eduzones.com/anniecsc/17639 ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลค่ะ

สํานวนที่ใช้พูดบ่อยในชีวิตประจําวัน


  

สวัสดีนะคะ ขอต้อนรับเข้าสู่ห้องเรียนภาษาอังกฤษ ในบทเรียนแรกนี้เราอยากจะนําสํานวนที่เราต้องใช้ในชีวิตประจําวันมาให้ รู้จักกันก่อน เพราะเราคิดว่าการสื่อสารกับผู้อื่นเป็นเรื่องสําคัญ   เช่นไปตลาด  ซื้อของ พูดคุยกับคนในครอบครัว เพื่อนฝูง   ที่ทํางาน เราจะเริ่มจากสํานวนที่ต้องเจอบ่อยๆก่อน   ข้อสําคัญต้องฝึกออกเสียงเป็นประจําทุกครั้งที่มีโอกาส พูดภาษาอังกฤษก็เหมือนทํากับข้าวต้องฝึกบ่อยๆ จริงไหมคะ
 
1.  "แล้วแต่คุณ 
 ใช้ในกรณีที่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของอีกฝ่าย
      อิส ซับ ทู ยู 
It 's up to you.
      ว็อทเอฟเวอะ  ยู เซ    
Whatever  you say!
2.  "ตกลงตามข้อเสนอนี้นะ"  
 
      อิส สะ ดีล 
It 's a deal.
3.   "อย่าเข้าใจฉันผิดนะ"  
 
      ด่อนเกทมีรอง
Don't get me wrong!  
4.   "คุณพูดอีกก็ถูกอีก"  ใช้ในกรณีที่เห็นด้วยสุดๆ
      ยูแคนเซแด็ทอะเกน
You can say that again!
(ตอนออกเสียงแด็ทต้องแลบลิ้นด้วยนะคะ)                         
 

          5.''  ฉันสนุกมาก''   

             อ่ายรี้ลหลิเอนจอยดิด        I  really enjoyed it.

 

 

หลักไวยากรณ์

http://etmr.drdo.mi.th/document/gram/gram.pdf

ขอขอบพระคุณ พันโทหญิง วันดี โตสุวรรณ ผู้มีเมตตากรุณาต่อคนไทยที่อยากเก่งภาษาอังกฤษ
ขอขอบพระคุณอาจารย์พิพัฒน์ แห่ง e4thai ที่ได้รวบรวมข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ เพื่อคนไทย